เส้นทาง ‘ทัพช้างศึก’ ในศึกฟุตบอลเอเชียน คัพ 2019

วันที่โพส
จำนวนผู้เข้าชม
78 ครั้ง

แชร์โพสนี้

หลังจากทีมชาติไทยร่วมลงฟาดแข้งในศึกเอเชียน คัพ 2019 ได้ถูกจัดอยู่กลุ่ม A ร่วมกับทีมชาติอินเดีย , บาเรนห์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรต (ยูเออี) เจ้าภาพ โดยในนัดแรกทีมชาติไทยฟอร์มสะดุด พ่ายให้กับทีมชาติอินเดียวไปถึง 1-4 ทำให้เกิดเหตุการณ์ปลด มิลอวัน ราเยวัช กุนซือชาวเซอร์เบีย แบบสายฟ้าฟาด

จากนั้นได้ส่ง ‘โค้ชโต่ย’ ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ลงเป็นกุนซือขัดตราทัพ และฟ้าหลังฝนจึงเกิดขึ้น ทีมชาติไทย ทำลายอาถรรพ์ที่ช้างศึกไทยมักแพ้ให้กับทีมจากตะวันออกกลาง ด้วยการเอาชนะบาเรนห์ ในเกมนัดที่ 2 ด้วยสกอร์ 1-0 ตามด้วยการตีเสมอเจ้าภาพอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรต หรือ ยูเออี ตีตั๋วเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ครั้งแรกในรอบ 47 ปี สร้างปรากฎการณ์ฟุตบอลครั้งใหม่ให้กับคนไทยทั้งชาติ

และในรอบต่อไปนั้น ‘ทัพช้างศึก’ ทีมชาติไทยจะต้องไปเจอกับ ‘ทัพมังกร’ ทีมชาติจีน ภายใต้การกุมบังเหียนของ มาร์เซโล่ ลิปปี้ กุนซือมีชื่อผู้เคยพาอิตาลีคว้าแชมป์โลกมาแล้ว และเก่งจนถึงขั้นที่ทัพมังกรต้องว่าจ้างด้วยค่าเหนื่อยถึงปีละ 570 ล้านบาท 

ซึ่งผู้ชนะในเกมนี้ได้ตั๋วเข้ารอบ 8 สุดท้าย โดยสถิติย้อนหลังของการเจอกันระหว่าง ไทย กับ จีน นั้น 25 เกมหลังสุด จีนเอาชนะได้ถึง 17 ครั้ง เสมอ 3 ครั้ง ส่วน ไทย เอาชนะได้เพียง 5 ครั้งเท่านั้น แต่ถึงอย่างไร ‘โค้ชโต่ย’ กุนซือทัพช้างศึกเองก็ลงทำการบ้านอย่างดี ด้วยการเข้าชมการแข่งของ ทีมชาติ พบกับ ทีมชาติเกาหลีใต้ และจบด้วยการที่ทีมชาติจีนพ่ายให้กับ เกาหลีใต้ 0-2 ทั้งหมดนี้เพื่อศึกษาจุดแข็งจุดอ่อนของ ‘ทัพมังกร’ โดยหลังจากดูการแข่งขันจบ ‘โค้ชโต่ย’ ให้สัมภาษณ์ว่า

“เท่าที่มีโอกาสไปนั่งดูเกม ถือว่าเป็นเรื่องดีครับที่เราได้เจอ จีน เพราะ เกาหลีใต้ เป็นทีมที่แข็งแกร่งมากในทุกขุมกำลัง และมีการเล่นที่หลากหลาย แต่การเจอ จีน ก็ไม่ง่ายเหมือนกัน ดังนั้น เราต้องเตรียมทีมให้พร้อมที่สุดครับ”

“ผมมองว่า จุดแข็งของจีน อยู่ที่ความแข็งแรงของผู้เล่น และเป็นลักษณะบอลโยน ซึ่งตรงนี้ เราต้องนำมาปรับ เพื่อรับมือให้ได้ ลึกๆในใจ ก็เชื่อว่า เราน่าจะสู้ได้สนุกครับ แต่ผลการแข่งขัน ก็คงต้องไปวัดกันในสนาม”

ถึงอย่างไรนั้นเราก็ต้องส่งกำลังเชียร์ให้ ‘ทัพช้างศึก’ ทีมชาติไทยสู้ศึกครั้งนี้ด้วยอีกแรง โดยทีมชาติไทย จะพบกับ ทีมชาติจีน ในศึกเอเชียนคัพ 2019 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่สนาม ฮัสซา บิน ซายิด สเตเดียม, อัล ไอน์ ในวันที่ 20 มกราคม 2562 เวลา 21.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

 

ขอขอบคุณภาพจาก : มติชน , fathailand.org