ออมซ่อนเงื่อน! The Money Myth! (Hot Stock Trade)

วันที่โพส
จำนวนผู้เข้าชม
193 ครั้ง

แชร์โพสนี้

ออมซ่อนเงื่อน! ภาค 1: หุ้นร้อนๆ จ้า
The Money Myth! Part 1: Hot Stock Trade

สำรวจตามแผงหนังสือรอบตัว พบว่ามีหนังสือที่แนะนำเกี่ยวกับการออมหรือการลงทุนในหุ้นอยู่มาก คนที่คิดอยากรวยทางลัดบางคน ถึงขั้นนำเงินที่ออมมาทั้งชีวิตมาลงกับพอร์ตหุ้น! “สองดอกเตอร์” เห็นแล้ว อดเป็นห่วงไม่ได้ จึงต้องขอเริ่มซีรี่ส์ “ออมซ่อนเงื่อน” ภาค “หุ้นร้อนๆ จ้า” นี้

ใครลงทุนในหุ้นได้บ้าง…?

แม้ว่าเรามักจะได้ยินบ่อยๆ ว่า คนโน้นคนนี้เล่นหุ้นรวยตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ในความเป็นจริง กฎหมายไทยบอกไว้ว่า ผู้ที่สามารถเปิดพอร์ตหุ้นได้ด้วยตนเอง ต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป ถ้าไม่ถึง ต้องมีผู้ปกครองเซ็นรับประกัน ทั้งนี้ไม่นับรวมการได้รับหุ้นจากการโอนมรดก ถ้าแบบนั้นอายุเท่าไรก็สามารถเป็นเจ้าของหุ้นได้

ดังนั้น ยกเว้นแต่ว่า ครอบครัวคุณจะอยู่ในวงการ และได้อบรมสั่งสอนคุณทั้งทางตรงทางอ้อมให้รู้จักทิปแอนด์ทริ๊ค (Tips & Tricks) ทางการเงิน ตั้งแต่อ้อนแต่ออก จงอย่าหวังว่าคุณจะรวยด้วยหุ้นได้ตั้งแต่อายุสิบขวบ!

เอาเงินที่ไหนมาลงทุน?

กระนั้น ความจริงทางการเงินมีอยู่ว่า ผู้ที่ฝึกออมตั้งแต่อายุน้อยๆ มูลค่าของเงินออมนั้น จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เป็นทวีคูณ ตรีคูณ ทศคูณ ตามเวลาที่ผ่านไป ดังนั้น ยิ่งผู้ลงทุนอายุน้อย โอกาสที่จะเป็นเศรษฐีหุ้นผู้มั่งคั่งเร็วก็ยิ่งสูง

สำหรับผู้ลงทุนหน้าใหม่ ควรมีเงินก้อนที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เพื่อการอื่นจริงๆ ที่เรียกกันว่าเงินเย็น แต่ถ้าไม่มีเงินก้อนเย็นๆ ก็อาจใช้วิธีจัดสรรเงินรายได้รายเดือนส่วนหนึ่งมาลงทุนสัก 10-30%

ซึ่งตรงนี้อาจต้องใจเย็น ให้มองคล้ายๆ กับการออมลงกระปุกออมสิน ยกเว้นว่ากระปุกใบนี้มหัศจรรย์มาก เงินในกระปุกอาจงอกเพิ่มพูน หรือหดหายไปก็ได้ ซึ่งในเอกสารลงทุนทุกๆ ที่ ก็มักจะเขียนตัวจิ๋วๆ เตือนไว้ว่า ..การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน… 

หุ้นไอพีโอ IPO (Initial Public Offering)

หลายๆ คนคงเคยได้ยินว่าหุ้น IPO ดี? มันดีจริงรึ?

หุ้นไอพีโอ คือการนำกิจการที่มีมูลค่าพอสมควรมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก

เรียกได้ว่าเป็นวันที่ฝันเป็นจริงของนักธุรกิจเจ้าของกิจการเลยทีเดียว เพราะการที่สามารถระดมทุนจากมวลมหาประชาชน เอ๊ย  มหาชนทั่วไปน่ะ มันได้เงินมหาศาล ย้ำ มหาศาลจริงๆ รวยอื้อๆ ไม่ต้องนับสตางค์ แล้วพอหุ้นเข้าตลาดวันแรก ราคาก็มักจะขึ้นเอาๆ จนหูอื้อตาลาย ทำให้มูลค่าหุ้นในมือของเจ้าของ เพิ่มพูนขึ้นมากก…

แต่ถ้ามองในแง่ผู้ซื้อหุ้น IPO ถ้าคุณซื้อในวันแรกที่หุ้นเข้าตลาดแล้วละก้อ อาจเรียกได้ว่าสายเกินไป เพราะราคาหุ้นมักจะพุ่งสูงเกินจริงไปแล้ว!

ความจริงก็คือ ทุกๆ กิจการที่นำเข้าตลาด มักจะมีการกันหุ้นไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อให้กับผู้มีอุปการะคุณ ในราคาชิวๆ สิวๆ เรียกว่า ขาใหญ่จริงเท่านั้น จึงจะได้ เข้าใจมั้ย!

ใครได้..ใครเสีย..จากการเทรด

ทุกๆ ครั้งที่มีการส่งคำสั่งซื้อขาย ระบบเทรดจะนำคำสั่งของคุณไปเรียงลำดับตามราคาและเวลาที่คุณเสนอซื้อขาย โดยฝั่งซื้อเรียงจากราคาที่เสนอซื้อสูงสุดไปสู่ต่ำสุด และฝั่งขายจะเรียงราคาจากที่เสนอขายถูกสุดไปสู่แพงสุด เมื่อไรสองฝั่งนี้ราคาจับคู่แมทช์ (Match) กันได้ รายการซื้อขายจริงจึงเกิดขึ้น!

ดังนั้น หุ้นดีๆ ที่คุณอยากได้ในราคาถูกๆ ก็อาจไม่มีใครยอมขายให้ หรือหุ้นที่คุณมี อยากขายเอากำไรสูงๆ ก็อาจไม่ได้ใครยอมซื้อ อืม..ดูไปแล้ว ราคาตลาดในแต่ละวันช่างขึ้นกับอารมณ์คนซื้อคนขายจริงๆ

แล้วคนที่อารมณ์ดีที่สุดล่ะ? จะใครซะอีกนอกจากเหล่าท่านโบรกเกอร์ ที่ไม่ว่าคุณจะซื้อแพงขายถูกอย่างไร ท่านโบรกฯ ก็ได้เปอร์เซนต์ไปเนาะๆ ทุกรายการ หวานหมู!

 

ออมซ่อนเงื่อน! ภาค 2: หลากหุ้น..ไม่วุ่นรัก
The Money Myth! Part 2: Oh! My Stock

การลงทุนมีความเสี่ยง แต่ลงทุนอย่างไรให้เสี่ยงน้อยถึงน้อยที่สุด บางคนบอกว่า การลงทุนไม่เสี่ยงเลยถ้ามีความรู้ จะสามารถลงทุนได้อย่างมั่นใจ ฉะนั้น วันนี้ เรามารู้จัก “สินค้า” ที่มีชื่อว่า “หุ้น” กันให้ดีขึ้นก่อนตัดสินใจลงทุน

หุ้นคืออะไร (What’s the Stock?)

หุ้นหรือที่ฝรั่งมังค่าเรียกว่าสต็อก (Stock) บางครั้งก็เรียกว่าแชร์ (Share) มีความหมายเฉพาะเจาะจงในตลาดการลงทุน ว่าเป็นชนิดของตราสารที่แสดงการถือครองสิทธิความเป็นเจ้าของบริษัทมหาชน

โดยเจ้าของดั้งเดิมจะแบ่งสิทธิเดิมของเขาออกเป็นหลายร้อยล้านส่วน (หรือพันล้านหมื่นล้านส่วน) เพื่อให้สาธารณชนทั่วไปอย่างเราๆ มีสิทธิเข้าหุ้นส่วนความเป็นเจ้าของบริษัทกับเขาด้วย แต่ละส่วนที่ว่า ก็เรียกว่า หนึ่งหุ้น หรือหนึ่งแชร์

อันนี้ ก็อย่าไปเข้าใจผิดสับสนกับหุ้นกู้หรือที่เรียกว่าบอนด์ (Bond) ที่บริษัททั้งหลายก็นิยมออกกันมาบ่อยมากๆ ช่วงนี้ ซึ่งเราๆท่านๆ ที่ถือครองหุ้นกู้ จะไม่ได้เป็นเจ้าของ แต่เป็นเจ้าหนี้บริษัท ซึ่งหุ้นกู้ก็มีข้อดี ข้อเสียแตกต่างจากหุ้น ซึ่งจะเล่าให้ฟังในตอนต่อไป  

หุ้นบลูชิพ (Blue Chip Stock)

ตลาดหุ้นทั้งหลายเป็นตลาดของมือสอง คือท่านต้องซื้อต่อจากใครบางคนที่ถือครองหุ้นนั้นอยู่ เนื่องจากความก้าวหน้าของระบบแลกเปลี่ยนสินค้าหุ้นที่ได้ถูกพัฒนามาโดยประเทศตะวันตกนั้นดีมากเกิน ปัจจุบันท่านไม่ต้องไปนั่งที่สำนักงานโบรกเกอร์แล้ว อยู่ที่ไหนๆ ก็เทรดหุ้นได้สบายๆ สินค้าก็ไม่ต้องไปรับมาจริง เพราะซื้อมาเดี๋ยวเดียวก็ขายไปแล้ว แถมบางครั้งขายก่อนซื้อก็ได้ด้วย แปลกดีมั้ย?

ชนิดหุ้นที่เขาว่าดีๆ กันเหลือ คือหุ้นบลูชิพ มักเป็นหุ้นของบริษัทขนาดยักษ์ใหญ่ๆ ที่ใครๆ ก็รู้จัก มีสินค้าที่ขายดีตลอดกาล ซื้อง่ายขายคล่อง มีโอกาสน้อยมากที่ตัวบริษัทจะเจ๊ง เรียกว่า เสี่ยงน้อย (ยกเว้นเฉพาะมีเหตุการณ์ผิดปกติ เช่น โดนฟ้องร้อง เสียชื่อเสียง พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแบบหักมุม หรือเกิดสงคราม)

ดังนั้น ใครๆ ก็อยากได้อยากซื้อ ราคาหุ้นบลูชิพจึงสูง สูง และสูง แต่ก็ไม่สูงเกินที่จะสอย หากต้องรอคอยจังหวะซื้อ รอจนราคาถอยร่วงลงมา จึงค่อยไปสอยมาชื่นชม

หุ้นเพนนี (Penny Stock)

ตรงข้ามกับหุ้นบลูชิพ คือหุ้นเพนนี เพนนีเป็นสกุลเงินอังกฤษ หนึ่งร้อยเพนนีเท่ากับหนึ่งปอนด์สเตอริง ในแง่นี้ ถ้าเทียบกับบ้านเรา เพนนีก็คือสตางค์นั่นเอง

หุ้นเพนนีมักเป็นหุ้นของบริษัทหน้าใหม่ ราคาหุ้นจึงยังไม่สูงมาก ในบางประเทศกำหนดนิยามว่า หุ้นที่ซื้อขายกันในราคาที่ต่ำกว่าราคาหนึ่งๆ เช่น ต่ำกว่าห้าดอลล่าร์หรือต่ำกว่าหนึ่งปอนด์ ถือว่าเป็นหุ้นเพนนี

หุ้นเพนนีมักมีชื่อเสีย ในเรื่องมีความเสี่ยงสูง เพราะอาจถูกปั่นให้ราคาขึ้นลงโดยไม่มีเหตุผลได้ง่ายๆ นักลงทุนที่แท้จริง ที่ไม่ได้หวังรวยทางลัดแบบเล่นการพนัน จึงต้องระมัดระวังหุ้นประเภทนี้ไว้

หุ้นเติบโตเร็ว (Growth Stock)

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่หุ้นราคาต่ำทุกตัวจะไม่น่าสนใจ หุ้นที่น่าสนใจมากๆ คือ หุ้นเติบโตเร็ว (High Growth Stock) ซึ่งอัตราการเติบโตของกิจการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง เหมือนเด็กกำลังโตวันโตคืน ส่งผลให้ราคาหุ้นรวมทั้งผลกำไรเติบโตอย่างงดงาม หุ้นชนิดนี้น่าถือครองมาก เพราะราคาก็ยังไม่สูง และกิจการก็กำลังไปได้สวย

หุ้นปันผล (Dividend Stock)

หุ้นชนิดสุดท้าย ที่อยากแนะนำสำหรับผู้ที่ไม่ชอบเสี่ยงมาก คือ หุ้นปันผลสูง (High Dividend Stock) ซึ่งผู้ถือครองมักหวังเงินปันผลที่สูงกว่าดอกเบี้ยจากการนำเงินก้อนเดียวกันนี้ไปฝากธนาคาร ทว่า การที่บริษัทจะจ่ายเงินปันผลเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายการปันผลที่ประกาศไว้แต่แรก และผลกำไรจริงที่ได้จากกิจการในปีนั้นๆ ด้วย

รักชอบหุ้นแบบไหน ก็เล็งกันไว้ ศึกษาให้ถ่องแท้ ตอนหน้าเราจะมาแฉแผนการลงทุนที่คุณอยากรู้…

 

ขอขอบคุณ
“สองดอกเตอร์” รศ.ดร.ฉัฐไชย์ ลีนาวงศ์ และ รศ.ดร.พรฤดี เนติโสภากุล
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง