ประวัติศาสตร์ต้องจารึก! ‘เลสเตอร์’ เถลิงแชมป์บอลอังกฤษ

วันที่โพส
จำนวนผู้เข้าชม
86,762 ครั้ง

แชร์โพสนี้

หลังจบเกมที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ประตูสำคัญของ เอเด็น อาซาร์ ช่วงท้ายเกม สร้างน้ำตาให้ทีม “ไก่เดือยทอง” ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ เพราะมันเป็นการช่วยให้เจ้าถิ่น “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ไล่ตีเจ๊า ก่อนจะแบ่งกันไปทีมละ 1 แต้ม

 

ใช่แล้ว มันส่งผลโดยตรงทำให้ สเปอร์ ปล่อยมือจากถ้วยแชมป์อย่างเป็นทางการให้ “สุนัขจิ้งจอก” เลสเตอร์ ซิตี้ ก้าวขึ้นไปเถลิงบัลลังก์แชมป์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

 

มันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆในฟุตบอลสมัยนี้ที่แชมป์ของแต่ละลีก ไม่ใช่ทีมเงินถุงเงินถัง เป็นเพียงทีมเล็กๆทีมหนึ่ง ที่ไม่ได้มีเม็ดเงินอะไรมากมายในการลงทุนกับฟุตบอล

 

แต่เลสเตอร์ ซิตี้ ของ คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา ทำได้ !!

 

คุณวิชัย เจ้าของคิงเพาเวอร์ เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ตั้งแต่ปี 2554 ด้วยการถือหุ้นเกิน 51 เปอร์เซนต์ เป็นผู้สนับสนุนหลักด้านการเงิน จ่ายเงินเข้าสโมสรทันทีจำนวน 40 ล้านปอนด์ สร้างความฮือฮาอยู่ในหน้าข่าวช่วงนั้นไปทั่วโลก ซึ่งเจ้าตัวยืนยันด้วยตัวเองว่า การลงทุนครั้งนี้เป็นเพราะมีใจรักในกีฬา

 

หลังจากนั้นเป็นต้นมา พวกเขาใช้ความพยายามอยู่ 2 ปี ในฤดูกาล 2013-14 เลสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของไนเจล เพียร์สัน ณ เวลานั้น สามารถเลื่อนชั้นขึ้นมาโลดแล่นในลีกสูงสุดแห่งเกาะอังกฤษอีกครั้งในรอบ 11 ปี ด้วยการคว้าแชมป์ฟุตบอลแชมเปียนส์ชิพ เก็บได้ 102 แต้ม จาก 46 นัด

 

แค่ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาโลดแล่นในเวทีพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง บรรดาแฟนๆของทีมสุนัขจิ้งจอกก็พอใจ และขอบคุณคุณวิชัย เจ้าของคนใหม่ของทีมเป็นการใหญ่อยู่แล้ว แต่ใครจะไปคิดว่าทีมรักของพวกเขาจะทำได้มากกว่าการลุ้นหนีตกชั้น หรือการลุ้นเลื่อนชั้น

 

หลังได้เลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่บนลีกสูงสุด ผลงานของเลสเตอร์ ในปี 2014-15 ไม่สู้ดีนัก ต้องไปดิ้นรนหนีตกชั้น จนมาเร่งเครื่องช่วง 10 นัดสุดท้าย หนีตายได้สำเร็จ

 

ในฤดูกาล 2015-16 “เดอะฟ็อกซ์” มีการเปลี่ยนแปลงภายในทีมพอสมควร เริ่มจากปลดไนเจล เพียร์สัน กุนซือที่พาทีมเลื่อนชั้นมาเมื่อ 2 ปีก่อน ออกจากตำแหน่ง ก่อนจะแต่งตั้ง เคลาดิโอ รานิเอรี่ โค้ชมากประสบการณ์ชาวอิตาเลียน ซึ่งเป็นอดีตกุนซือเชลซี, โมนาโก, ทีมชาติกรีซ ฯลฯ ขึ้นเป็นผู้จัดการทีม ภายใต้เครื่องหมายคำถามมากมายจากหลายฝ่าย?

 

การเข้ามาของเคลาดิโอ รานิเอรี่ ช่วงแรกๆ ยังไม่ค่อยได้รับการไว้วางใจจากบรรดาแฟนๆเท่าที่ควร กลัวจะเข้ามาแล้วต้องดิ้นรนหนีตกชั้นอีกตามเคย อย่างไรก็ตามผ่านไป 10 นัดแรกของฤดูกาล ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่แฟนๆหลายคนกลัว เลสเตอร์ทำผลงานได้ดีกว่าที่คาดคิด

 

ฟอร์มการเล่นของพวกเขาเป็นที่น่าจับตามอง ยามเล่นในบ้านพวกเขาเปิดหน้าสู้คู่แข่ง เอ็นเตอร์เทนแฟนบอลเป็นอย่างดี ไม่สนใจว่าผู้มาเยือนเป็นทีมเล็กหรือทีมใหญ่ เลสเตอร์เดินหน้าฆ่ามันทุกแมตช์ ที่สำคัญคือ “เดอะฟ็อกซ์” ในฤดูกาลนี้ เป็นทีมที่แพ้ยากมากๆ บางเกมตามหลังคู่แข่งใกล้จะหมดเวลาอยู่แล้ว แต่ก็มีลูกปาฏิหาริย์ ไล่ตามตีเสมอได้อยู่ตลอด

 

 

พวกเขาซุ่มเงียบค่อยๆเก็บแต้มไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันบรรดาทีมใหญ่ต่างนัดกันฟอร์มตกอย่างน่าใจหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแชมป์เก่า “เชลซี” ทีมเก่าของกุนซือรานิเอรี่ ยิ่งเล่นยิ่งแย่ ไม่สามารถเรียกฟอร์มของตัวเองกลับคืนมาได้ จนเกือบจะร่วงไปอยู่โซนตกชั้น รวมถึงทีมอื่นๆอย่าง แมนฯยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล, แมนฯซิตี้ ก็มานัดกันฟอร์มตกในเวลาพร้อมๆกันอีกด้วย

 

                ในที่สุดคำว่า “จ่าฝูง” ก็มาอยู่กับเลสเตอร์ ซิตี้ พร้อมกับคำสบประมาทต่างๆนาๆ ฟลุ๊คหรือเปล่า? แค่ทีมเล็กๆทีมหนึ่งที่มักมีเซอร์ไพรส์เบาๆทุกปี แล้วเดี๋ยวก็ตกไปตามระเบียบ?

 

                แต่พวกเขาลบคำสบประมาทด้วยฟอร์มการเล่นที่คงเส้นคงวาในทุกๆนัด โดยเฉพาะการเจอกับทีมระดับเดียวกัน หรือทีมที่ดูจะอ่อนกว่า “เดอะฟ็อกซ์” ไม่ค่อยพลาดที่จะปล่อยแต้มหลุดมือไปเลย มันเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขารั้งจ่าฝูงต่อไปเรื่อยๆ

 

                และแล้วสุดท้ายพวกเขาก็คว้าแชมป์มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ !?

 

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์ลีกสูงสุดแห่งเกาะอังกฤษ มาครองได้เป็นสมัยแรกของสโมสร คงมีอยู่ไม่กี่อย่างทีเห็นได้ชัด

 

                1. ฟอร์มอันร้อนแรงของ เจมี่ วาร์ดี้ ในช่วงครี่งฤดูกาลแรก ทำประตูได้อย่างต่อเนื่องเป็นกอบเป็นกำ ทำลายสถิติยิงประตูติดต่อกันในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ของรุด ฟานนิสเตอรอย อดีตหัวหอกแมนฯยูไนเต็ด ที่เคยทำเอาไว้ 10 นัดติด แต่วาร์ดี้สังหารตาข่ายไป 11 นัดติดต่อกัน จนถึงเวลานี้เขาลุ้นคั่วตำแหน่งดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก ร่วมกับแฮร์รี่ เคน และเซร์คิโอ “กุน” อเกวโร่ ไม่เท่านั้น จากฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมเกินบรรยาย ทำให้ รอย ฮ็อดจ์สัน ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ เรียกเขาไปติดทีมสิงโตคำรามเป็นที่เรียบร้อย และสามารถทำประตูเยอรมนีทีมแชมป์โลก ในเกมอุ่นเครื่องเมื่อหลายเดือนก่อนได้อีกด้วย แน่นอนว่า เขาคงมีชื่อติดทีมชาติอังกฤษ ไปลุยฟุตบอลยูโร 2016 ที่ฝรั่งเศส ช่วงเดือน มิ.ย.นี้อย่างแน่นอน

 

 

                2. ความคงเส้นคงวาของตัวปิดทองหลังพระอย่างมิดฟิลด์ผึ้งงาน “เอ็นโกโล่ ก็องเต้” จริงๆต้องยกความดีความชอบให้กับบรรดาแมวมองของทีมสุนัขจิ้งจอก ที่ตัดสินใจสะกิดกุนซือรานิเอรี่ ให้ดึงตัว ก็องเต้ มาจากทีม ก็องส์ ในลีกเอิง ฝรั่งเศส ดีลนี้นับเป็นการซื้อตัวผู้เล่นที่ดีที่สุดและคุ้มที่สุดในพรีเมียร์ลีกก็ว่าได้ การซื้อขายนี้ไม่เป็นที่เปิดเผยค่าตัว แต่ดูแล้วไม่น่าจะเกิน 10 ล้านปอนด์ โดยมิดฟิลด์วัย 24 ปีชาวฝรั่งเศส เล่นได้ดีขึ้นเรื่อยๆ และคงเส้นคงวาเป็นอย่างมาก ยึดตัวจริงของทีมมาโดยตลอด ปล่อยให้ ก็อกคาน อินแลร์ ที่เลสเตอร์ไปซื้อมาจากนาโปลี และมีชื่อเสียงโด่งดังกว่า ต้องนั่งเป็นตัวสำรองจนเจ้าตัวออกมาบ่นออกสื่อ นอกจากนี้ฟอร์มการเล่นของก็องเต้ที่ดีวันดีคืน ยังไปเตะตาดิดิเยร์ เดส์ชองส์ กุนซือใหญ่ทีมชาติฝรั่งเศส เรียกเขาไปติดทีมชาติเป็นครั้งแรกในชีวิต และได้ประเดิมลงเล่นเกมอุ่นเครื่องแล้ว 2 นัดอีกด้วย

 

 

                3. ความร้อนแรงของปีกตัวจี๊ด “ริยาด มาห์เรซ” ตัวรุกร่างเล็กชาวแอลจีเรีย ทำผลงานได้อย่างเปรี้ยงปร้างในฤดูกาลนี้ ชนิดที่ต้องบอกว่า “หน้ามือเป็นหลังมือ” เพราะในฤดูกาลแรกที่เขาย้ายมาจากฝรั่งเศสอยู่กับเลสเตอร์ เขาไม่ได้โชว์อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าที่ควร และมักเป็นตัวสำรองอยู่บ่อยครั้งด้วยซ้ำในยุคของไนเจล เพียร์สัน อย่างไรก็ตาม รานิเอรี่ ให้โอกาสเขาออกสตาร์ทเป็นตัวจริงและมันทำให้ไฟในตัวของมาห์เรซมีมากขึ้นเรื่อยๆ ลงไปเล่นแบบมั่นใจ ลากเลื้อยได้ใจแฟนๆเดอะฟ็อกซ์ ที่สำคัญลูกยิงของเขานั้นคมกริบอีกด้วย ทำให้เขากลายเป็นนักเตะเชื้อสายแอฟริกันคนแรกที่ซิวรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ หรือ PFA

 

 

                4. การจับคู่ประสานงานที่ยอดเยี่ยมของ 2 เซ็นเตอร์ โรเบิร์ต ฮูธ และเวส มอร์แกน โดย ฮูธ อดีตปราการหลังทีมเชลซี ถูกเลสเตอร์ ซิตี้ ยืมตัวมาใช้งานจากสโต๊ก ซิตี้ เมื่อปี 2015 ก่อนจะซื้อขาดในฤดูกาลนี้ จากกองหลังที่พุ่งขึ้นมามีชื่อเสียงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นกองหลังที่ผลงานไม่ค่อยดี และเกือบจะเสียคนไปแล้ว แต่ ฮูธ ก็สามารถพิสูจน์ตัวเองได้อีกครั้ง กับการย้ายมาค้าแข้งกับทีมสุนัขจิ้งจอก ด้วยการประสานงานกับ เวส มอร์แกน ได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะที่ มอร์แกน อยู่กับทีมมาตั้งแต่ปี 2012 และเป็นกัปตันทีมคนปัจจุบัน จริงๆปราการหลังทีมชาติจาเมก้าเชื้อสายอังกฤษ ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเท่าไหร่นัก แต่การได้คู่พาร์ตเนอร์ที่ดีอย่าง โรเบิร์ต ฮูธ ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นไปโดยปริยาย การเล่นได้อย่างรู้ใจ และเข้าขากัน ทำให้ปราการหลังคู่นี้เหนียวแน่นเป็นอย่างมาก

 

 

                5. การกลับมาคืนชีพของ แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ มิดฟิลด์ชาวอังกฤษวัย 26 ปี อดีตเด็กปั้นแมนฯยูไนเต็ด อยู่กับทีมมาตั้งแต่ปี 2012 พร้อมๆกับกัปตันเวส มอร์แกน จริงๆแล้วเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมช่วยพาทีมเลื่อนชั้น ถือเป็นกำลังสำคัญของเลสเตอร์ในยุคนี้ แต่เมื่อปี 2014/15 หลังจากเลื่อนชั้นขึ้นมาในพรีเมียร์ลีก ดูเหมือนฟอร์มการเล่นของเขาตกลงไปอย่างน่าใจหาย ทำให้เขาหลุดไปเป็นตัวสำรองแทบจะทุกนัดเมื่อปีที่แล้ว แต่ในฤดูกาลนี้ ดริงค์วอเตอร์ ในยุคของรานิเอรี่ ก็กลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้ง คอยปั้นเกมอยู่แดนกลางร่วมกับเอ็นโกโล ก็องเต้ คุมแดนกลางของเลสเตอร์ได้อย่างอยู่หมัด และยังมีลูกทีเด็ดอยู่ที่การยิงไกล เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เลสเตอร์ มีฟอร์มการเล่นที่คงเส้นคงวามากๆในปีนี้  

 

 

 

               6. ยักส์ใหญ่แห่งเมืองโคนม “แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล” โชว์ฟอร์มเทพในเกมสำคัญๆอยู่เสมอ เขามักมีช็อตเซฟมหัศจรรย์อยู่บ่อยๆในเกมสำคัญ ช่วยให้ทีมไม่เสียประตู เขาคือทายาทแท้ๆของอดีตนายทวารหมายเลข 1 ของโลก อย่าง ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล เรียกได้ว่าทุกๆอย่างแทบจะก็อปปี้กันมาเป๊ะๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง ท่าทาง หน้าตา หรือแม้กระทั่งท่าของเขาเวลาบินเซฟลูกยิง เขาเคยหลุดไปเป็นตัวสำรองอยู่พักใหญ่ๆในปีที่แล้ว เนื่องจากฟอร์มตกลงไปอย่างน่าใจหาย แต่ในปีนี้เขาเรียกฟอร์มเดิมกลับมา ยึดตัวจริงของทีมแบบยาวๆได้สำเร็จ และก็ไม่ทำให้ทีมผิดหวังด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยม

 

 

                7. แท็กติกอันแยบยลของกุนซือเคลาดิโอ รานิเอรี่ หากมองในแต่ละนัดที่เลสเตอร์ลงเล่น แน่นอนว่าพวกเขามีสไตล์การเล่นที่ค่อนข้างบู๊และดุดัน “เดอะฟ็อกซ์” ในยุคของรานิเอรี่ แตกต่างกับยุคของ เพียร์สัน โดยสิ้นเชิง ความกล้าบ้าบิ่นของนักเตะมีให้เห็นแทบทุกนัด พวกเขาเล่นเหมือนกับนัดนี้คือฟุตบอลรอบชิงชนะเลิศแทบทุกนัด ไม่รู้ว่าก่อนเกมและระหว่างเกม กุนซือรานิเอรี่ พูดอะไรกับลูกทีมบ้าง นักเตะทุกคนถึงได้ใจสู้เช่นนี้ ฟุตบอลสไตล์ติ๊ดชึ่ง ไม่ต้องครองบอลเยอะ รอจังหวะคู่ต่อสู้ผิดพลาด แล้วฉกฉวยโอกาสนั้นเปลี่ยนให้เป็นประตู การเล่นแบบเพรสซิ่งตั้งแต่ต้นเกมยันจบเกม รานิเอรี่ ผสมผสานการเล่นเหล่านี้ให้นักเตะได้อย่างลงตัวจริงๆ 

 

 

                ประวัติศาสตร์แชมป์ครั้งนี้ของเลสเตอร์ ซิตี้ จะเป็นที่โจษจันไปอีกนานแสนนาน ฟุตบอลสมัยนี้มีให้เห็นไม่เยอะกับการที่ทีมเล็กๆทีมหนึ่ง ไม่ได้มีเงินถุงเงินถังอะไรมากมาย จะก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์ลีกได้ มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อที่เกิดขึ้นจริงในเกาะอังกฤษ

 

                นี่มันเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของทีม “เดอะ ฟ็อกซ์” การได้ไปเล่นยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกในปีหน้า คือความท้าทายที่สำคัญอย่างยิ่งของเลสเตอร์

 

                ฤดูกาลหน้า จะเป็นบทพิสูจน์ที่แท้จริง ของ “สุนัขจิ้งจอก” ซึ่งบรรดาทีมใหญ่หลายๆทีม คงไม่ยอมอ่อนข้อง่ายๆต่อเลสเตอร์ ซิตี้ อย่างแน่นอน

 

 

ถึงแม้จะเป็นเพียงทีมเล็กๆ ไม่มีมูลค่าทางการตลาดอะไรมากมาย แต่ในปีนี้ พวกเขาได้จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่สโมสรแล้วว่า ครั้งหนึ่ง พวกเขาเคยก้าวขึ้นไปเถลิงบัลลังก์แชมป์ลีกสูงสุดแห่งเกาะอังกฤษได้อย่างยิ่งใหญ่ ชนิดที่บรรดาบิ๊กทีมได้แค่มองกันตาปริบๆ…

 

 

 

ขอบคุณภาพจาก : Facebook – Leicester City Football Club, www.express.co.uk, www.flickr.com, www.eurosport.co.uk