เจาะสนามลูกหนังโลก : เบอร์ 1 ของโลก ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย !?

วันที่โพส
จำนวนผู้เข้าชม
11,070 ครั้ง

แชร์โพสนี้

ใครจะไปคาดคิด และจะเชื่อว่าชาติอย่าง “เบลเยียม” จะกลายมาเป็นทีมฟุตบอลหมายเลข 1 ของโลกได้ในปัจจุบัน แต่เรื่องนี้มันก็เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว !!

 

                จากการจัดอันดับโลกของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ล่าสุดในเดือนพฤศจิกายน เบลเยียม ที่มีคะแนนก้าวกระโดดเป็นอย่างมากในช่วง 4 ปีหลังสุด ก็ค่อยๆไต่ขึ้นมาแซงเยอรมนีจนถึงจุดสุดยอดในการเป็นหมายเลข 1 ของโลกได้สำเร็จ

 

                ปีศาจแดงแห่งทวีปยุโรป ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติในช่วง 4 ปีหลังสุด พวกเขาดีวันดีคืนอย่างเห็นได้ชัด เก็บผลการแข่งขันที่ดีอยู่ตลอดในการแข่งขันรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก หรือฟุตบอลยูโร รวมถึงเกมอุ่นเกือก

 

                สิ่งนี้เองส่งผลให้พวกเขามีอันดับโลกที่พุ่งกระฉูดเป็นอย่างมากในช่วงปีหลังๆ การขึ้นมาติด 1 ใน 10 ของเบลเยียม ดูเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์แล้ว แต่พวกเขาทำได้ดียิ่งกว่านั้นคือการขึ้นมารั้งเบอร์ 1 ของโลก

 

                หากมองด้วยเหตุและผลแล้ว การที่ทีมฟอร์มแรงอย่างเบลเยียม จะกลายเป็นเบอร์ 1 ของโลก ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องแปลกเท่าไหร่นัก !?

 

                ปัจจบัน เบลเยียม เป็นชาติที่ส่งนักเตะชั้นยอดไปค้าแข้งอยู่ทั่วลีกใหญ่ๆของยุโรป หลายๆทีมส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มีนักเตะสัญชาติเบลเยียมอยู่ในสังกัด และไม่ใช่เป็นเพียงตัวสำรอง แต่กลายเป็นตัวหลักของทีมด้วยซ้ำ

 

                จริงๆแล้ว วงการฟุตบอลของเบลเยียม วางรากฐานด้านเยาวชนลอกแบบมาจากเนเธอรแลนด์ หรือฮอลแลนด์ แทบจะทั้งหมด โดยมีทีมยักษ์ใหญ่ในลีกเบลเยียมเป็นศูนย์กลาง อย่าง อันเดอร์เลทช์, คลับ บรูซ, สตองดาร์ ลีแอช, เกงค์, เกนท์ เป็นต้น

 

                ทีมเหล่านี้ปั้นเด็กเจ๋งๆ ขึ้นมาโชว์ฟอร์มได้อย่างเตะตาแมวมอง ก่อนจะถูกส่งออกไปค้าแข้งยังต่างประเทศ ยกระดับฝีเท้าของตัวเองให้เก่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายมาเป็นตัวหลักของทีมใหญ่ๆในยุโรปได้สำเร็จ

 

                เมื่อก่อนใครจะไปเชื่อว่านักเตะอย่าง เอเด็น อาซาร์, โรเมลู ลูกากู, แวงซ็องต์ ก็อมปานี, เควิน เดอ บรอยน์, โธมัส ฟาแมร์เลน, แยน แฟร์ทองเกน, ดรีส์ เมอร์เทน, นาเซอร์ ชาดลี, ธิโบต์ กูร์ตัวส์, ซิมง มิโญเล่ต์ ฯลฯ จะก้าวขึ้นมามีชื่อเสียง และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับต้นสังกัด ณ ปัจจุบัน

 

                เมื่อนักเตะในชาติต่างมีชื่อเสียง และผลงานที่ยอดเยี่ยม ย่อมส่งผลโดยตรงต่อทีมชาติ พวกเขาไม่ได้เพียงแต่ทำผลงานได้ดีแค่ในนามสโมสร แต่พวกเขายังเปรี้ยงปร้างมากๆในการรับใช้ชาติ

 

                จริงๆก็ควรยกความดีความชอบให้แก่กุนซืออย่าง มาร์ค วิลม็อตส์ อดีตเพลย์เมคเกอร์ทีมชาติเบลเยียม ที่ช่วงสร้างเบลเยียมชุดนี้ให้แข็งแกร่งจนได้

 

                วิลม็อตส์ เคยอยู่ในช่วงที่ทีมชาติเบลเยียม เกือบจะขึ้นมารุ่งเรืองอยู่พักหนึ่ง แต่ก็เงียบหายไปในที่สุด อย่างไรก็ตามเมื่อปี 2012 เขาก็ได้โอกาสคุมเบลเยียมชุดนี้ ชุดที่ว่ากันว่าแข็งแกร่งที่สุดในประวัติทีมชาติเบลเยียม

 

                ถ้าเทียบกันแล้ว กับผลงานของกุนซือคนก่อนหน้า อย่าง จอร์จ ลีเคนส์ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สมัยลีเคนส์ เบลเยียม ไม่ได้ไปเล่นแม้กระทั่งยูโร 2012 รอบสุดท้ายด้วยซ้ำไป รวมถึงก่อนหน้านั้นตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา เบลเยียมเปลี่ยนกุนซือถึง 5 คน คือ ไอเม่ อันธัวนิส, เรเน่ วานเดเรชเค่น, แฟรงกี้ เฟอคูเทเร่น, ดิกค์ อัดโวคาทท์ จนมาถึงจอร์จ ลีเคนส์ เบลเยียมล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ไม่เคยได้ไปเล่นรอบสุดท้ายทั้งฟุตบอลยูโร 2004, 2008, 2012 และฟุตบอลโลก 2006, 2010 เลยซักครั้ง

 

                อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนโชคชะตาและราศีของ มาร์ค วิลม็อตส์ ดูจะเป็นใจ เนื่องจากนักฟุตบอลของเบลเยียมเริ่มจะมาโชว์ฟอร์มได้เยี่ยม หรือมาพีคก่อนช่วงที่เขาจะเข้ามาคุมทีมเพียงไม่นาน ซึ่งการเข้ามาคุมทีมของเขา เหมือนอะไรหลายๆจะเป็นใจสำหรับเขา ฟอร์มการเล่นของเบลเยียม จึงทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ

 

                ผลงานในฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล วิลม็อตส์ ถือว่าพาทีมประสบความสำเร็จไม่น้อย เพราะนอกจากจะพาทีมเข้ามาเล่นรอบสุดท้ายฟุตบอลโลกอีกครั้งในรอบ 12 ปี และยังพาทีมทะลุถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี อีกด้วย

 

                    จากเหตุผลหลายปัจจัยที่ว่ามาข้างต้นนี้ สิ่งเหล่านี้แหละ ทำให้ “เบลเยียม” มีวันนี้ และก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ มันอาจจะเป็นแค่ช่วงเวลาเล็กๆ หรืออาจจะยาวนานหลังจากนี้ก็ได้ ไม่มีใครทราบได้

 

                หลังจากนี้ต้องดูกันอีกยาวๆ ว่าเบลเยียม จะพิสูจน์ตัวเองในทัวร์นาเมนต์สำคัญอย่าง ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (ยูโร 2016) ที่ฝรั่งเศส และฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย ได้ดีเพียงใด 2 รายการใหญ่นี้คือบทพิสูจน์อย่างแท้จริง !!!

 

ขอบคุณภาพจาก : www.fifa.com