เด็กชายชาวฟิลิปปินส์ไม่สามารถควบคุมใบหน้าของตัวเองได้ หลังเล่นเกมนาน 9 ชั่วโมงต่อวัน ด้านเว็บไซต์ British Telecom เผยคำแนะนำระยะเวลาการใช้สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ตสำหรับเด็กที่เหมาะสม ขณะที่ฝรั่งเศสออกกฏห้ามนักเรียนใช้สมาร์ทโฟนที่โรงเรียน แต่สหรัฐฯ กลับอนุญาตให้นักเรียนใช้อุปกรณ์เหล่านี้มากขึ้น

ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่าง สำหรับพ่อแม่ในยุคปัจจุบัน ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ในการเลี้ยงดูบุตร ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์  สมาร์ทโฟน หรือ แท็บเลต แต่อาจไม่มีเวลาเพียงพอ ในการหันมาเอาใจใส่ และควบคุมเวลาการใช้งาน เทคโนโลยี เหล่านี้ 

ล่าสุด เด็กชายชาวฟิลิปินส์รายหนึ่ง ชื่อว่า จอห์น นาธาน (John Nathan) วัย 6 ขวบ เริ่มมีอาการผิดปกติบนใบหน้า

แม่ของจอห์น เล่าว่า ลูกชายมักจะตื่นมาดูการ์ตูนทางโทรทัศน์ตั้งแต่เช้า และ เมื่อกลับจากโรงเรียน ก็จะเล่นเกมในสมาร์ทโฟน หรือ แท็บเลต ต่อจนถึงเที่ยงคืน ซึ่งหากคิดเป็นเวลารวมแล้ว นานถึง 9 ชั่วโมงต่อ 1 วัน

จอห์น เริ่มมีอาการ กระพริบตาตลอดเวลา คล้ายตากระตุก และ ปากสั่น อย่างควบคุมไม่ได้ ตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา พ่อและแม่ของเขาจึงตัดสินใจพาลูก เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยการทำ ซีทีสแกน ซึ่งแพทย์วินิจฉัยว่า สมองยังทำงานปกติดี แต่ จอห์นยังมีอาการใบหน้ากระตุก แบบเดิมทุกๆ 20 หรือ 30 นาที

และถึงแม้ว่า แพทย์จะแนะนำให้หยุดพฤติกรรม การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดแล้ว แต่อาการของเขา ก็ไม่มีท่าทีว่า จะดีขึ้น

พ่อของเขา ให้สัมภาษณ์ว่า ปกติแล้ว ลูกชายของตน เป็นเด็กสุขภาพแข็งแรง ไม่เคยเจ็บป่วยร้ายแรงมาก่อน ส่วนเกมที่ลูกเล่น เป็นเกมสำหรับเด็ก ไม่ได้มีเนื้อหาที่รุนแรง และ เขามองว่า เกมเป็นอีกวิธีที่ทำให้ลูกมีความสุข จึงชะล่าใจ เพราะคิดว่า เกมเหล่านั้น คงไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาในภายหลัง

แพทย์ที่ให้การรักษา สันนิษฐานว่า อาการดังกล่าว น่าจะเป็นภาวะ Focal Seizures ที่เกิดขึ้นกับสมองเพียงบางส่วน ที่ส่งผลให้เกิดอาการชัก ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เท่านั้น และตอนนี้ ยังไม่สามารถวินิจฉัยโรคดังกล่าวได้อย่างแน่ชัด เนื่องจาก หลักฐานสนับสนุนยังไม่เพียงพอ

ทางด้าน American Academy of Pediatrics องค์กรที่ดูแลด้านสุขภาพในเด็กของสหรัฐฯ ได้ให้คำแนะนำ เกี่ยวกับเวลา ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ในการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ ประเภทที่ผู้ใช้จำเป็นต้องใช้สายตา ในการมองหน้าจอ เป็นเวลานานไว้

โดยแนะนำให้ผู้ปกครอง ไม่ควรให้ลูกใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด ก่อนอายุ 18 เดือน ส่วนเด็กที่มีอายุระหว่าง 2-5 ขวบ ไม่ควรให้อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แท็บเลต สมาร์ทโฟน หรือ โทรทัศน์ มากกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน 

ขณะที่ Internet Matters องค์กรไม่หวังผลกำไร ที่ทุ่มเทให้กับการรักษาเด็ก และ ได้รับการสนับสนุนจาก British Telecom ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า ถึงแม้อุปกรณ์เหล่านี้ มีประโยชน์มากมาย แต่ก็ควรควบคุมการใช้อย่างเคร่งครัด เพราะนอกจากลูกๆ จะได้รับผลกระทบทางด้านสุขภาพแล้ว พวกเขาอาจพบเจอกับโฆษณา หรือ เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม

นอกจากนี้ยังทำให้เด็กๆ สูญเสียสมาธิในระยะยาว หรือ เสี่ยงเป็นโรคสมาธิสั้น มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ ขาดทักษะการเข้าสังคม และ ใช้เวลาในการออกกำลังกายน้อยลง ตามไปด้วย

ผลกระทบที่ส่งผลต่อสุขภาพเด็กโดยตรง ทำให้ล่าสุด รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศกฎ ห้ามไม่ให้นักเรียน ในระดับชั้นประถมศึกษา และ มัธยมศึกษาตอนต้น ใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียน ตั้งแต่เดือนกันยายนในปีนี้ เป็นต้นไป เพื่อต้องการให้นักเรียน มีสมาธิในการเรียน และ ใช้เวลาทำกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกับเพื่อนร่วมชั้น มากขึ้น

นาย Jean-Michel Blanquer รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการฝรั่งเศส กล่าวว่า แต่ละโรงเรียน ควรให้นักเรียนเก็บโทรศัพท์ของตนไว้ในกล่อง ที่มีการรักษาความปลอดภัย จนกว่าจะถึงเวลาเลิกเรียน 

มาตรการดังกล่าวไม่ใช่เรื่องผิดปกติในยุโรป อย่างเช่น ในอังกฤษ ที่หนึ่งในสามของโรงเรียนในประเทศ สั่งห้ามไม่ให้นักเรียน ใช้สมาร์ทโฟนในห้องเรียน เช่นเดียว กับสวีเดน

ในทางกลับกัน เมื่อไม่กี่ปีมานี้ อิตาลี และ สหรัฐฯ สนับสนุนการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวในห้องเรียน เพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถเข้าถึงข้อมูล เพื่อการเรียนรู้ได้มากขึ้น 

โลกยามเช้า

ต้อนรับอรุณรุ่งของวันใหม่ กับ โลกยามเช้า อัพเดทข่าวสารจากต่างประเทศก่อนใคร และสาระความรู้ ความบันเทิง จากทั่วทุกมุมโลก