ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ยุบพรรคไทยรักษาชาติ ตัดสิทธิกรรมการบริหาร 10 ปี

วันที่โพส
จำนวนผู้เข้าชม
13 ครั้ง

แชร์โพสนี้

ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ และมีมติ 6 ต่อ 3 ตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 13 กรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติเป็นเวลา 10 ปี

คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังค์อ่านคำวินิจฉัย ระบุว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้รับการสถาปนาขึ้นโดยรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรสยาม ฉบับ 2475 และหมวด 1 พระมหากษัตริย์ มาตรา 11 ใน รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวบัญญัติว่าพระบรมวงศานุวงศ์ ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปโดยกำเนิด หรือโดยการแต่งตั้ง ย่อมดำรงอยู่เหนือการเมือง อันเป็นไปตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมวงศานุวงศ์ย่อมดำรงอยู่ในฐานะอยู่เหนือความที่จะถูกติเตียน

ไม่ควรแก่ตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นการงานที่จะนำมาทั้งทางพระเดชและพระคุณ ย่อมอยู่ในวงอันจะถูกติเตียน อีกเหตุหนึ่งจะนำมาซึ่งความขมขื่นเมื่อรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง อันเป็นเวลาที่ต่างฝ่ายโจมตีให้ร้ายกัน เพื่อความสงบเรียบร้อยสมัครสมานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ระหว่างเจ้านายกับราษฎร ควรถือว่าพระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้น ย่อมดำรงอยู่เหนือการเมือง

หลักการพื้นฐานดังกล่าวเป็นเจตนารมณ์ร่วมของการสถาปนาระบอบการปกครองของไทยไว้ในรัฐธรรมนูญแต่เริ่มแรก อันเป็นฉันทามติที่ฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรได้ให้การยอมรับปฏิบัติสืบต่อมา พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง ควรอยู่เหนือการเมือง โดยเฉพาะในแง่การไม่เข้าไปมีบทบาทเป็นฝักใฝ่ ต่อสู้แข่งขัน รณรงค์ทางการเมือง อันอาจนำมาซึ่งการโจมตี ติเตียน กระทบต่อความสงบเรียบร้อยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างสถาบันกษัตริย์และราษฎร เป็นประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

การกระทำของพรรคไทยรักษาชาติในการเสนอชื่อทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ในนามพรรคการเมือง เพื่อแข่งขันกับพรรคอื่นในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และกระบวนการให้ความเห็นชอบแต่งตั้งบุคคลเป็นนายกฯ จึงเป็นการกระทำที่ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจะส่งผลให้ระบอบการเมือง การปกครองของไทยแปรเปลี่ยนไปมีสภาพการณ์เดียวกับระบอบการเมืองที่พระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ และมีพระบรมวงศานุวงศ์ทำหน้าที่ใช้อำนาจทางการเมืองในการปกครองประเทศ สภาพการณ์เช่นนี้ย่อมมีผลทำให้หลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย ที่ถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงราชย์ แต่ไม่ได้ทรงปกครองต้องเซาะกร่อน บ่อนทำลายให้เสื่อมทรามไปโดยปริยาย

แม้พรรคไทยรักษาชาติจะมีสิทธิและเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง แต่การใช้สิทธิและเสรีภาพย่อมต้องอยู่บนความตระหนักว่าการกระทำต้องไม่อาศัยสิทธิและเสรีภาพทางการเมืองที่ได้รับจากรัฐธรรมนูญ ให้มีผลกระทบย้อนกลับมาทำลายหลักการพื้นฐาน และเจตนารมณ์เสียเอง สถานะของพระมหากษัตริย์ไทยเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย เป็นกลางทางการเมือง ทั้งยังต้องระมัดระวังมิให้สถาบันกษัตริย์ของไทยต้องถูกนำไปเป็นคู่แข่ง หรือฝักใฝ่ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดโดยเคร่งครัด

เพราะหากกระทำให้เกิดผลเป็นไปเช่นนั้น สภาวะความเป็นกลางของสถาบันกษัตริย์ย่อมสูญเสียไป จะทำให้ไม่สามารถดำรงพระองค์และสถาบันให้ทรงอยู่เหนือการเมืองได้ ถ้าปล่อยให้การณ์เป็นไปเช่นนั้นสถาบันกษัตริย์จะไม่เป็นศูนย์รวมของประชาชนชาวไทยอีกต่อไป นั่นย่อมทำให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของประเทศไทย ต้องเสื่อมโทรมลง หรือถึงกับสูญสิ้นไป หาควรปล่อยให้เป็นไปเช่นนั้นไม่

ถ้าพรรคการเมืองใดมีการกระทำที่เป็นการล้มล้าง หรือเพียงอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พรรคการเมืองนั้นรวมทั้ง กก.บห.ย่อมต้องถูกลงโทษทางการเมือง ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณี จะอ้างความ ไม่รู้ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือความเห็นความเชื่อของตนมาเป็นข้อแก้ตัวเพื่อให้หลุดพ้นจากความรับผิดชอบไม่ได้ ถึงแม้กฎหมายไม่ได้นิยามศัพท์คำว่าล้มล้างหรือปฏิปักษ์ แต่ทั้งสองคำเป็นคำในภาษาไทยที่มีความ หมายที่ใช้และรู้กันเป็นการทั่วไป ที่ศาลย่อมรู้ได้เอง

สำหรับประเด็นเรื่อง เจตนา มาตรา 92 วรรคหนึ่ง (2) บัญญัติชัดเจนเพียงแค่อาจเป็นปฏิปักษ์ก็ต้องห้ามแล้ว ไม่ต้องรอให้ผลเสียหายเกิดก่อน ทั้งนี้เพื่อเป็นมาตรการป้องกันเสียหายร้ายแรงที่อาจเกิดแก่สถาบันหลักของประเทศ จำเป็นต้องดับไฟใหญ่แต่ต้นลม มิให้ไฟกองเล็กกระพือโหมไหม้ ลุกลามขยายไป จนเป็นมหันตภัยไฟที่มิอาจต้านทานได้ในวาระต่อไป บทบัญญัติมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (2) ที่ว่าอาจเป็นปฏิปักษ์นั้นในทางกฎหมาย ไม่ขึ้นกับเจตนาหรือความรู้สึกส่วนตัวของผู้กระทำ แต่ต้องดูตามพฤติการณ์ว่าความคิดของวิญญูชน หรือคนทั่วไป จะเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจส่งผลเป็นปฏิปักษ์หรือไม่

เมื่อการกระทำของผู้ถูกร้องมีหลักฐานชัดเจนว่า ได้กระทำโดยรู้สำนึก และสมัครใจ กก.บห.พรรคผู้ถูกร้อง ย่อมทราบดีว่าทูลกระหม่อมฯเป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเป็นพระเชษฐภคินีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แม้จะทรงกราบทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์ แต่ยังคงดำรงสถานะสมาชิกพระบรมจักรีวงศ์ การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการนำสมาชิกชั้นสูงในพระบรมราชวงศ์เป็นฝักฝ่ายในทางการเมือง

ทั้งยังเป็นการกระทำที่วิญญูชนคนไทยย่อมรู้สึกได้ว่าสามารถทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งชาติ ต้องถูกนำมาใช้เพื่อความได้เปรียบทางการเมืองอย่างแยบยล และมุ่งหวังถึงผลประโยชน์ทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงหลักการพื้นฐาน สุ่มเสี่ยงสูญเสียสถานะที่ต้องอยู่เหนือการเมืองดำรงความเป็นกลาง อันเป็นจุดประสงค์เริ่มต้นของการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย เข้าลักษณะที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (2) อย่างชัดแจ้งแล้ว จึงมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองที่ถูกร้อง ตาม ม. 92 วรรค 2

เมื่อศาลมีคำสั่งยุบพรรคแล้ว จึงชอบที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ กก.บห. ที่ดำรง ตำแหน่งดังกล่าวในวันที่ 8 ก.พ.2562 อันเป็นวันที่มีการกระทำอันเป็นเหตุให้ยุบพรรค เมื่อวินิจฉัยให้เพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว จึงมีการพิจารณาระยะเวลาการเพิกถอนสิทธิรับเลือกตั้ง ซึ่งต้องพิจารณาให้พอเหมาะ พอควร ระหว่างพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำ ให้ได้สัดส่วนกับโทษที่จะได้รับ ซึ่งเป็นจำกัดสิทธิของบุคคล เมื่อพิจารณาการกระทำของผู้ถูกร้องแล้ว

การกระทำอาจเป็นปฏิปักษ์ ไม่ถึงขนาดกระทำเจตนาล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การกระทำดังกล่าวเป็นขั้นตอนหนึ่งในการได้มาซึ่งนายกฯ ยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อประเทศชาติ และเมื่อพิจารณาสำนึกรับผิดชอบของ กก.บห. ที่ได้น้อมรับพระราชโองการไว้เหนือเกล้าฯทันทีที่รับทราบ แสดงว่าเคารพต่อสถาบันพระ มหากษัตริย์อยู่

จึงเห็นสมควรให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง กก.บห.เป็นเวลา 10 ปี นับแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค รวมทั้งห้ามผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง กก.บห. และผู้ถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งจะไปจดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็น กก.บห.พรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมใน การจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่อีกไม่ได้ ภายในกำหนด 10 ปี นับแต่ศาลมีคำสั่งยุบพรรค

ด้าน ร.ท.ปรีชาพล กล่าวขอบคุณกำลังใจจากพี่น้องประชาชนถึงแม้พรรคไทยรักษาชาติจะมีอายุไม่ยาวเพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้น แต่พรรคต้องการจะเห็นประเทศเดินหน้าไปในทิศทางที่ดี แม้จะไปไม่ถึงสิ่งที่เราหวัง ปัญหาบ้านเมืองมีอีกมาก แต่ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหนก็ตามสามารถทำประโยชน์ให้ประเทศได้ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง

ข่าววันใหม่
  • ให้คุณทันข่าว ทันกระแส ทันที ในครอบครัว
  • ช่อง3 : HD 33
  • วันเเละเวลาออกอากาศ : จ.-ศ. เวลา 05.55 – 02.15 น. เเละ ส.-อา.เวลา 01.10-02.15 น.