แชร์โพสนี้

จากกรณีกลุ่มรถตู้ร่วมให้บริการ ขสมก. ที่วิ่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยื่นข้อเรียกร้อง ขอขยายอายุรถตู้จาก 10 ปี เป็น 15 ปี จนถึงปี 2565 พร้อมขอขึ้นค่าโดยสารและให้รถตู้ทั้งหมดต้องเปลี่ยนเป็นไมโครบัสตามความสมัครใจของผู้ประกอบการ

ด้านกรมการขนส่งทางบก หารือกับ บขส. และ ขสมก.เพื่อเตรียมมาตรการรองรับกรณีที่มีการหยุดวิ่งของรถตู้โดยสารปรับอากาศร่วมบริการสาธารณะเขตกรุงเทพมหานครฯ และปริมณฑล

โดยนโยบายกำหนดอายุการใช้งานรถตู้โดยสารประจำทางไม่เกิน 10 ปี นั้น เป็นไปตามมติคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2551 ซึ่งมีผลใช้บังคับตามกฎหมาย ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัย รักษามาตรฐานคุณภาพการให้บริการ

สำหรับประเด็นที่มีผู้เรียกร้องให้พิจารณาขยายอายุการใช้งานรถตู้โดยสารนั้น กรมการขนส่งทางบกได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมด เพื่อนำเสนอคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง พิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามในการประชุมคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา ได้มีการผ่อนผันให้รถตู้โดยสารประจำทางหมวด 2 ที่ครบอายุการใช้งานแล้ว มีเวลาในการจัดหารถมาทดแทนคันเดิมได้ถึงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 โดยเงื่อนไขต้องเป็นรถมาตรฐาน 2 ที่ไม่ใช่รถตู้โดยสาร มีระบบเบรกแบบ ABS (Anti-lock Brake System) หรือระบบห้ามล้อแบบอื่นที่มีมาตรฐานเท่ากันหรือสูงกว่า พร้อมติดตั้ง GPS Tracking และอุปกรณ์แสดงผลความเร็ว (Speed Monitor)

จากสถิติจำนวนรถตู้โดยประจำทางทั่วประเทศ ข้อมูล ณ 30 กันยายน 2560 มีจำนวนทั้งสิ้น 16,694 คัน พบว่ารถตู้โดยสารทยอยครบอายุการใช้งานมาตั้งแต่ปี 2559 – 2570 และเฉพาะปี 2560- 2561 มีรถตู้โดยสารครบอายุการใช้งานแบ่งเป็นหมวด 1 (รถตู้โดยสารปรับอากาศร่วมบริการสาธารณะเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล) จำนวน 954 คัน ไม่ถึง 1,800 คัน ตามที่เป็นข่าว และหมวด 2 จำนวน 404 คัน เท่านั้น โดยผู้ประกอบการสามารถใช้รถโดยสารขนาดเล็กมาตรฐานความปลอดภัยตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด มาให้บริการในเส้นทางได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยในการเดินทางด้วยรถสาธารณะของประชาชน

ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเริ่มนำรถโดยสารขนาดเล็กมาให้บริการทดแทนรถตู้โดยสารหมวด 2 และหมวด 3 ที่ครบอายุการใช้งานแล้วจำนวนทั้งสิ้น 70 คัน แบ่งเป็นเส้นทาง หมวด 2 จำนวน 28 คัน และหมวด 3 จำนวน 42 คัน

โดยกรมการขนส่งทางบกได้กำหนดระยะเวลาดำเนินการแบบเป็นขั้นตอน เริ่มทดแทนเฉพาะรถตู้โดยสารที่ครบอายุการใช้งาน ครบ 10 ปี ดังนี้ รถตู้โดยสารประจำทาง หมวด 2 ที่วิ่งเส้นทางกรุงเทพ-ต่างจังหวัด และรถตู้โดยสารประจำทาง หมวด 3 วิ่งเส้นทางระหว่างจังหวัดกับจังหวัดที่มีจุดจอดรับส่งผู้โดยสารระหว่างทาง เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา

ส่วนรถตู้โดยสารประจำทาง หมวด 1 ที่วิ่งเส้นทางในเขตกรุงเทพและปริมณฑล หมวด 3 ที่วิ่งเส้นทางระหว่างจังหวัดกับจังหวัดที่ไม่มีจุดจอดรับส่งผู้โดยสารระหว่างทาง และหมวด 4 ที่วิ่งในท้องที่ จะเริ่มดำเนินการเปลี่ยนเป็นรถโดยสารขนาดเล็ก ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป และได้มีการสร้างความเข้าใจเพื่อให้เกิดความร่วมมือ เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือนร้อน ลดผลกระทบของผู้ประกอบการ มีช่วงเวลาปรับตัว รองรับภาคการผลิตในประเทศ ควบคู่กับการกำหนดมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสม เพื่อจูงใจและลดผลกระทบของผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บขส, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ภายใต้โครงการ “เปลี่ยนรถโดยสารประจำทางขนาดเล็กแทนรถตู้โดยสาร” โดยมีวงเงินกู้ต่อราย 20 ล้านบาท ผ่อนชำระนานสูงสุด 7 ปี อัตราดอกเบี้ยต่ำสุด MRR-1.5% ต่อปี และสามารถใช้ บสย. ค้ำประกันเต็มวงเงินแทนการใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน รวมทั้งยังให้สินเชื่อเพื่อชำระค่าเบี้ยประกันภัยรถโดยสาร และประกันชีวิต วงเงินกู้โครงการรวม 2,000 ล้านบาท

ตัวแทนผู้ประกอบการรถตู้โดยสารปรับอากาศร่วมบริการ สาย ต.15 มีนบุรี-จตุจักร กล่าวว่า รถตู้สายดังกล่าวจะหมดอายุการใช้งานครบ 10 ปี สิ้นเดือน ก.ย.นี้ 30 คัน จากทั้งหมด 60 คัน และทยอยเปลี่ยนแล้ว 10 คัน ส่วนตัวมองว่าผู้ประกอบการทุกคนอยากให้ผู้โดยสารมีความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้นจึงเห็นด้วยกับนโยบายของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งยินดีที่จะปฏิบัติตาม ทั้งนี้บางเส้นทางรถตู้ที่หมดอายุการใช้งานจำเป็นต้องต้องหยุดวิ่ง เพราะถ้านำมาวิ่งให้บริการต่ออาจถูกจับและปรับ ไม่ใช่เป็นการหยุดวิ่งเพื่อประท้วงแต่อย่างใด

ด้านนายวิรัตน์ คลี่เกษร คณะกรรมการชมรมรถตู้โดยสารปรับอากาศร่วมบริการสาธารณะเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล กล่าวว่า ตนเห็นใจผู้ประกอบการ เพราะถ้าต้องเปลี่ยนรถตู้คันใหม่อาจต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายหาเงินไปดาวน์รถ บางรายกุ้มใจว่าควรจะลงทุนหรือไม่ โดยเฉพาะสายมีนบุรี- จตุจักร และสายมีนบุรี- อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพราะในช่วง 2-3 ปี ข้างหน้าหากสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มเสร็จ ผู้ประกอบการอาจได้รับผลกระทบ เพราะจะเป็นทางเลือกให้กับผู้โดยสารอีกช่องทางหนึ่ง หากต้องลงทุนซื้อรถตู้คันใหม่มาทดแทนคันเดิมอาจไม่คุ้ม ตนอยากให้กรมการขนส่งทางบกยืดหยุ่น เพิ่มระยะเวลาการใช้งานของรถออกไปอีก 5 ปี

ตัวแทนพนักงานขับรถตู้โดยสารปรับอากาศร่วมบริการ สาย ต.92-65 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-มีนบุรี ระบุว่า การเปลี่ยนรถคันใหม่ย่อมดีกว่าคันเก่า แต่อาจเพิ่มรายจ่ายให้ผู้ประกอบการมากขึ้น รถคันเก่าก็ยังใช้ได้อยู่แต่เมื่อเป็นเงื่อนไขของกรมการขนส่งทางบกก็ต้องเปลี่ยน หากผู้ประกอบการไม่ลงทุนซื้อรถคันใหม่มาทดแทน อาจทำให้บรรดาพนักงานขับรถตกงานเพราะไม่มีรถให้ขับ

สอบถามผู้ใช้บริการรถตู้โดยสารฯ กล่าวว่า ตนนั่งรถตู้เป็นประจำ หากมีการเปลี่ยนรถคันใหม่จะทำสะดวกสบายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพราะรถที่ใช้อยู่ทุกวันนี้เริ่มเก่าแล้ว บางคันประตูเสีย แอร์ไม่เย็น สำหรับผู้โดยสารมองว่าความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ข่าววันใหม่
  • ให้คุณทันข่าว ทันกระแส ทันที ในครอบครัว
  • ช่อง3 : HD 33
  • วันเเละเวลาออกอากาศ : จ.-ศ. เวลา 05.55 – 02.15 น. เเละ ส.-อา.เวลา 01.10-02.15 น.