แชร์โพสนี้

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ (สทนช.) แจ้งเตือนประชาชนพื้นที่้ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา เตรียมรับมือการระบายน้ำเพิ่มของกรมชลประทาน ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ท้ายเขื่อนมีระดับน้ำสูงขึ้นอีกประมาณ 30-50 เซนติเมตร แต่ยืนยันการระบายจะค่อยๆเพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับประชาชน

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรนํ้าแห่งชาติ (สทนช.) กล่าว่า ตั้งแต่วันนี้ (31 ส.ค.) เป็นต้นไป เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท จะเพิ่มการระบายน้ำ แต่จะควบคุมไม่ให้เกิน 800 ลูกบาศก์เมตร/วินาที จากเดิมระบายอยู่ที่ 630 ลูกบาศก์เมตร/วินาที แต่การระบายน้ำจะเป็นในลักษณะค่อยๆเพิ่มขึ้น ซึ่งหากระบายในระดับ 700-800 ลูกบาศก์เมตร/วินาที อาจส่งผลกระทบในพื้นที่ลุ่มต่ำบางจุด เพราะจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น 30-50 เซนติเมตร ทั้งนี้ ผู้อาศัยริมตลิ่งโดยเฉพาะใน อ.บางบาล, อ.เสนา, อ.พระนครศรีอยุธยา และ อ.ป่าโมก อาจได้รับผลกระทบในพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งล่าสุดได้แจ้งเตือนไปยังแหล่งโบราณสถานที่อยู่ริมแม่น้ำแล้ว

สาเหตุที่ต้องเพิ่มการระบายในช่วงนี้ เนื่องจากการประเมินของหลายหน่วยงานระบุว่า ช่วงกลางเดือน ก.ย. ไปถึงต้นเดือน ต.ค. พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาอาจมีฝนตกหนักหรือพายุเข้ามาในพื้นที่ภาคกลาง ดังนั้นจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรองรับน้ำที่จะเข้ามาเพิ่มเติมในพื้นที่ พร้อมยืนยันการระบายดังกล่าวไม่กระทบกับประชาชนและพื้นการเกษตร

เช่นเดียวกับภาคตะวันตก เขื่อนวชิราลงกรณ์ และเขื่อนศรีนครินทร์ มีน้ำมากกว่าร้อยละ 90 ทั้ง 2 เขื่อน ทำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำ เนื่องที่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีฝนตกหนัก และแนวโน้มยังมีฝนต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำในเขื่อนเกินเกณฑ์ควบคุมสูงสุด ขณะนี้เขื่อนวชิราลงกรณ์ระบายน้ำอยู่ที่ 53 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน ซึ่งทางเขื่อนจะระบายเท่าเดิมไปจนถึงวันที่ 3 ก.ย. จากนั้นจะเพิ่มการระบายอีก 5-10 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน ส่วนเขื่อนเขื่อนศรีนครินทร์จะเพิ่มการระบายน้ำอีกวันละ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นวันละเกือบ 30 ล้านลูกบาศก์เมตร/วัน

ส่วนภาพรวมทั้งประเทศ พบว่าในประเทศไทยยังคงมีฝนในพื้นที่เดิมที่เคยตก บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน บริเวณ จ.นครพนม หนองคาย มุกดาหาร สกลนคร น่าน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และ ตาก โดยในช่วง 2-3 วันนี้ ต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะหย่อมความกดอากาศต่ำจะปกคลุมพื้นที่ ทำให้ตอนบนของประเทศอย่างน่าน พะเยา และ เชียงราย อาจมีน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

แต่หลังจากวันที่ 1 ก.ย.เป็นต้นไป ปริมาณฝนในประเทศจะเริ่มลดลง และอาจจะกลับมามีฝนตกหนักอีกรอบในช่วงกลางเดือน ก.ย. ซึ่งหลังจากวันที่ 1 ก.ย. กรมชลประทานจะเร่งสำรวจเขื่อนทั่วประเทศ ว่าเขื่อนใดมีน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 หรือร้อยละ 50 ของความจุเขื่อน หากพบจะเร่งทำฝนหลวงเพื่อเติมน้ำ เพราะถือว่าใกล้เข้าสู่ช่วงปลายฤดูฝน หากน้ำน้อยอาจไม่เพียงพอสำหรับการเกษตรและอุปโภคบริโภค

ส่วนเขื่อนขนาดใหญ่ที่ยังต้องเฝ้าระวังระดับน้ำที่จะเพิ่มสูงขึ้น ประกอบด้วย เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนปราณบุรี เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ์ และเขื่อนขุนด่านปราการชล ขณะที่พื้นที่แม่น้ำโขงพบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นเช่นกัน จากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำ จากนี้จนถึงวันที่ 1 ก.ย.จะมีฝนตกเพิ่มขึ้น ประกอบกับมวลน้ำจากประเทศลาวจะไหลลงมาสมทบทำให้น้ำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จ.นครพนมที่มีน้ำท่วมสูงกว่าตลิ่ง 50 เซนติเมตร อาจจะมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากเดิม

สำหรับประเด็นเกี่ยวกับเขื่อนแตกที่เมียนมาร์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรนํ้าแห่งชาติ ยืนยันว่าไม่มีอะไรน่ากังวล เพราะเส้นทางน้ำไม่กระทบกับประเทศไทย

ข่าววันใหม่

ให้คุณทันข่าว ทันกระแส ทันที ในครอบครัว

ช่อง3 : HD 33

วันเเละเวลาออกอากาศ : จ.-ศ. เวลา 12.45 – 02.15 น. เเละ ส.-อา.เวลา 01.00-02.15 น.