แชร์โพสนี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจจับ 2 ผู้ต้องสงสัย วางระเบิดหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ สตช. ขณะนั่งรถทัวร์ กรุงเทพฯ-นราธิวาส ผ่านด่านตรวจปฐมพร อ.เมือง จ.ชุมพร

ขณะจับกุมทั้งคู่นั่งอยู่เบาะติดกัน ข้างตัวมีกล่องขนม ภายในกล่องพบขวดโลหะทรงกลม พร้อมฝาปิดด้านบน มีสายไฟ ถ่านไฟขนาดเล็กพันอยู่ ลักษณะคล้ายระเบิด

ล่าสุดตรวจสอบไปที่ พล.ต.ท. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. ระบุว่า ผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 คน ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดชายแดนใต้ ที่ จ.ยะลา เพื่อทำการสอบสวน

เบื้องต้นยังไม่มีการแจ้งข้อหาใดๆทั้งสิ้น ทั้ง 2 คน ยังคงเป็นผู้ต้องสงสัยอยู่ การสอบสวนต้องใช้เวลา เพราะทั้ง 2 พูดภาษายาวีเป็นส่วนใหญ่ พูดไทยได้เพียงเล็กน้อย

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด พบว่าชายต้องสงสัยเสื้อเหลือง เดินอยู่หน้า สตช. ก่อนจะนำวัตถุบางอย่างออกมาจากกระเป๋า วางไว้ที่ป้าย สตช. ซึ่งในภาพจะเห็นแค่คนเดียว แต่จริงๆมีอีกคนดูต้นทางอยู่

หลังจากนั้น ชายเสื้อเหลือง นัดหมายกับอีกคนไปเจอกันที่สกายวอล์ค ก่อนเดินเข้าห้าง และเปลี่ยนชุดอำพราง ก่อนมาเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่สถานีรถทัวร์สายใต้ แล้วซื้อตั๋วไปหาดใหญ่ จ.สงขลา

เกิดเหตุไฟไหม้ 4 จุด โดยเฉพาะจุดสำคัญคือร้านขายสินค้านำเข้าต่างประเทศ บริเวณชั้นที่ 3 ห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่ง ย่านปทุมวัน

ภาพวงจรปิดจับภาพ เวลา 15.38 น. มีชายคนหนึ่งแต่งกายคล้ายชุดนักศึกษา สวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า และใส่หมวกสีดำ หยิบตุ๊กตาขึ้นมาตัวหนึ่ง ก่อนใช้ของมีคมกรีดเข้าไปที่ด้านหลังตุ๊กตา เอาวัตถุสี่เหลี่ยมคล้ายแผงวงจรยัดเข้าไปข้างใน เสร็จแล้วนำกลับไปวางที่เดิม ก่อนจะเดินออกจากร้านไป

จากนั้นเวลาประมาณ 04.45 น. จุดดังกล่าวก็เกิดเป็นลักษณะระเบิดขึ้นมา ก่อนนำมาซึ่งเพลิงไหม้ จนมีการแจ้งเจ้าหน้าที่เข้ามาระงับเพลิง

ล่าสุด พลตำรวจโทสุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ระบุว่านี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ กล้องวงจรปิดจับภาพเบาะแสของชายคนนี้ได้ ส่วนจะเชื่อมโยงเหตุเพลิงไหม้อีก 3 จุดหรือไม่ ยังต้องรอการตรวจสอบ

มีรายงานข่าวจากฝ่ายสืบสวนว่า หลังการประชุมสรุปคดีพบเบาะแสว่ามีความเชื่อมโยงกับเหตุเพลิงไหม้ร้านขายเสื้อผ้าย่านประตูน้ำ โดยมีที่ชาร์จแบตสำรองเป็นหลักฐาน ที่เกิดขึ้นซุกซ่อนอยู่ใต้กองผ้า และในตัวตุ๊กตา

จากกรณี เกิดเหตุเพลิงไหม้ร้านค้าและ และที่เก็บสินค้าในตลาดเดือนเด่น ซอยเพชรบุรี 19 รวม 3 จุด ย่านประตูน้ำ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 2สค. ที่ผ่านมา ซึ่งท่ามกลางข้อสังเกตุว่าไฟไหม้ที่เกิดขึ้นนี้ ก่อนจะเกิดเหตุ ระเบิดหลายจุดในกทม.ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องเชื่อมโยงการการก่อเหตุป่วนครั้งนี้

เมื่อวานนี้ตร.กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบเบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่า ถายในจุดที่เกิดเพลิงไหม้ มีชิ้นส่วน แผงวงจรที่ใช้ตั้งเวลาผูกติดกับก้อนแบตเตอรี่คล้ายกับพาวเวอร์แบงค์ ซึ่งพ่วงต่อกับปุ๋ยยูเรียสารเคมีที่ทำให้เกิดระเบิดในลักษณะเปลวไฟได้

โดยคนร้ายตั้งเวลาให้ระเบิดลูกแรกที่อาคารดีดีเฮ้าส์ ทำงานก่อนประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นระเบิดอีก 2 ลูก ที่วางไว้อีก 2 จุด

เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบเชื่อว่าสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ ไม่ใช่ไฟฟ้าลัดวงจร คาดว่าเป็นฝีมือของผู้ไม่หวังดี เพราะพบวัตถุคล้ายชิ้นส่วนประกอบระเบิดแสวงเครื่องแบบเพลิง หรือระเบิดเพลิง ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ทำการหน่วงเวลาให้ระเบิดทั้ง 3 ลูก ทำงานใกล้ๆกัน เพื่อที่จะได้ดูเหมือนว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ตามปกติ

รายงานข่าวพบว่า มีการนำแผงตั้งเวลาผูกติดกับก้อนแบตเตอรี่ ลักษณะคล้ายเพาเวอร์แบงก์ แล้วพ่วงต่อกับสารเคมีที่ก่อให้เกิดเปลวไฟได้

พ.ต.อ กำธร อุ่ยเจริญ. รองผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่สรุปว่า เหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้น เป็นการวางระเบิดเพลิงหรือไม่ แต่ชิ้นส่วนที่กองพิสูจน์หลักฐานพบก็มีเป็นชิ้นส่วนที่ทำให้เกิดระเบิดเพลิงได้ โดยขณะนี้ยังไม่ขอสรุป แต่เชื่อว่า ลักษณะที่เกิดขึ้นนั้น ไม่น่าจะใช่การเกิดเพลิงไหม้ปกติ

ทั้งนี้รูปแบบการใช้ระเบิดเพลิงนั้น พบว่า ในประเทศไทย มีการใช้ก่อเหตุปั่นแวนมาแล้ว ในพื้นที่ สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

จากกรณีเกิดเหตุการณ์คนร้ายวางระเบิดป่วนกรุงเทพมหานคร หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บีทีเอสช่องนนทรี ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และบริเวณถนนพระราม 9 ซ.57/1

โดยที่ ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ เกิดเหตุระเบิด 3 ลูก และอีก 1 ลูกเก็บกู้ไว้ได้ทันนั้น จุดแรกเกิดระเบิด เวลา 6:00 น. บริเวณสวนหย่อมหน้าศูนย์ราชการ อาคารบี เศษซากต้นไม้กระจุยกระจาย มีหลุมในสวนหย่อม

ลูกที่ 2 มีระเบิดดังขึ้นอีกครั้งที่จุดตรงข้ามกับจุดที่ระเบิดครั้งแรก เป็นสวนหย่อมเช่นกัน

และมีเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นครั้งที่ 3 บริเวณถังขยะปูนริมถนน ตรงข้ามกองบัญชาการกองทัพไทย

และระเบิดลูกที่ 4 ถูกซุกซ่อนไว้ในถังขยะ ริมสระน้ำ หน้ากองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งจุดนี้เจ้าหน้าที่เก็บกู้ไว้ได้ทัน

เกิดระเบิดย่านพระราม 9 บาด กลางซอย 57/1 มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย โดยผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเป็นพนักงานทำความสะอาดของ กทม. เจ้าหน้าที่พบเศษชิ้นส่วนใบไม้ และมีปืนปากกาตกอยู่ 1 กระบอก ล่าสุดสรุปว่าไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการบึ้มป่วนกรุงเทพฯ

โดยตำรวจกองกำกับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการ ตำรวจนครบาล 4 ได้ตรวจสืบสวนจนพบว่าผู้ที่นำระเบิดปิงปองมาวางไว้ เป็นเยาวชน ซึ่งเป็นนักเรียนช่างอุตสาหกรรม ย่านรามคำแหง จึงได้นำตัวมาสอบสวนเบื้องต้น ก่อนจะส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สน.หัวหมาก แจ้ง 2 ข้อหาคือ มีอาวุธและวัตถุระเบิดและอาวุธมีด พาอาวุธไปในเมืองทางหมู่บ้านสาธารณะ อยู่ระหว่างรอสหวิชาชีพ เพื่อร่วมสอบปากคำ

จากการสอบถามเบื้องต้น พบว่าระเบิดปิงปอง และอาวุธที่กลุ่มนักเรียนทั้ง 7 คน นำไปซ่อนไว้นั้น ไม่ได้เกี่ยวกับระเบิดป่วนกรุง แต่เป็นการนำไปซ่อนไว้ ก่อนที่จะเข้าเรียน เพื่อหลังจากเลิกเรียนแล้วจะได้นำติดตัวไว้ เนื่องจากที่ผ่านมาเคยถูกคู่อริต่างสถาบันทำร้าย

ขณะที่ผู้ปกครองของนักเรียนทั้ง 7 คน เดินทางมารอที่ สน.หัวหมากตั้งแต่เช้า เพื่อรอเยี่ยม โดยผู้ปกครองเชื่อว่าอย่างไรก็คงไม่เกี่ยวกับการวางระเบิดป่วนกรุงหลายจุดเมื่อวาน แต่บังเอิญเกิดขึ้นพอดี ซึ่งอาจจะมาจากการพกอาวุธเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น

เกิดเหตุเสียงดังคล้ายระเบิด 2 ครั้ง ใกล้สถานีรถไฟฟ้าช่องนนทรี เจ้าหน้าที่กันพื้นที่ตรวจสอบ และเก็บกู้เรียบร้อยแล้ว

จุดแรกเกิดเมื่อเวลา 08.15 น. มีเสียงดังคล้ายระเบิดดังขึ้นที่ลานจอดรถด้านหน้าตึกมหานคร

ก่อนที่อีก 30 นาทีต่อมา จะมีเสียงดังคล้ายระเบิดลูกที่ 2 ดังขึ้นบนพุ่มไม้ ข้างบันไดทางขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส

ทั้ง 2 จุด เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย 1 รายถูกส่งไปที่โรงพยาบาล ส่วนอีกคนบาดเจ็บเล็กน้อย

ตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุพบวัตถุต้องสงสัย เป็นกระติกน้ำแข็ง เจ้าหน้าที่ต้องทำการปิดล้อมพื้นที่ ตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ใช่วัตถุระเบิด

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พลเอกประยุทธ์ กล่าวถึง เหตุการณ์ลอบวางระเบิดในพื้นที่ กทม. ว่า แม้จะมีคนบาดเจ็บแค่คนเดียว แต่ตนเองก็รับไม่ได้ พร้อมสั่งการให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไปดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ เพราะไม่อยากให้ใครต้องมาเดือดร้อนด้วยเรื่องแบบนี้

แต่สิ่งที่อยากจะฝากให้ทุกคน ให้ช่วยกันคิดว่าจะแก้ปัญหาความมั่นคง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างไร เพราะจะให้ตำรวจทำหน้าที่อย่างเดียว ทหารทำหน้าที่อย่างเดียวคงไม่พอ แต่เราต้องแก้ปัญหาแบบองค์รวม คือประชาชนทุกคนมีส่วนร่วม

ซึ่งทุกวันนี้มีช่องทางที่ตำรวจจะสื่อสารกับประชาชนหลายช่องทาง จึงขอให้ทุกคนทำตัวให้สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบันที่มีโซเชียลและโทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือ จึงอยากขอให้ประชาชนที่เห็น เหตุการณ์และมีรูปภาพได้ส่งข้อมูลดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ กรณีที่พบวัตถุต้องสงสัยหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ได้รับประโยชน์จากกล้อง CCTV ที่สามารถจับภาพผู้ต้องสงสัยและอยากได้ภาพเหล่านี้จากประชาชนด้วย เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้องการหลักฐานเพิ่มเติม ก็จะใช้หลักฐานเหล่านี้ได้ อย่างน้อยก็ช่วยคลี่คลายสถานการณ์

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สั่งการให้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านความมั่นคง บูรณาการร่วมกันและเป็นที่น่ายินดีที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ที่จังหวัดชุมพร ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง

พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รอง ผอ.รมน.) กล่าวถึงเหตุระเบิดหลายจุดในกรุงเทพมหานคร ว่า ทางฝ่ายความมั่นคงได้มีการแจ้งเตือนมาระยะหนึ่งแล้ว โดยได้ประสานงานทั้ง กอ.รมน. เหล่าทัพ ตำรวจ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ แต่ก็ไม่คาดคิดว่าจะมาเกิดในช่วงนี้

ทั้งนี้ ตั้งข้อสังเกตว่า ลักษณะเหตุการณ์รูปแบบการก่อเหตุคล้ายกับเหตุการณ์ในปี 2549 เป็นกลุ่มคนเดิมๆ แนวคิดเดิมๆ มาจากสำนักเดิมๆ ที่เคยระเบิดป้อมตำรวจหลายจุด แต่เปลี่ยนแค่คนลงมือ

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ในระหว่างการประชุมร่วมกับผู้บริหารของ กทม.ถึงเหตุการณ์คล้ายระเบิดหลายจุดในพื้นที่ กทม.และ จ.นนทบุรี ว่าทาง กทม.ได้มีการตั้งศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์ ทั้งเหตุลอบวางวัตถุต้องสงสัยหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเหตุการณ์เมื่อวานนี้ (2 ส.ค.) ที่มีเหตุต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย

ทาง กทม.ได้ตั้งศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์เพื่อเกี่ยวกับฝ่ายความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นทางตำรวจ ทหาร จะมาขอดูกล้องจากทางกทม. ก็เตรียมความพร้อมไว้ มีผู้ว่าฯ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ มีรองผู้ว่าฯ เป็นที่ปรึกษา และก็จะมี ผบ.เหตุการณ์ มีรองปลัด กทม. / ศูนย์เอราวัณ / สำนักการจราจรและขนส่ง / สำนักการแพทย์ / สำนักโยธา / สำนักเทศกิจ ต่างๆ เป็นองค์ประกอบ เข้าเวร 12 ชม.ตั้งแต่เที่ยงวันนี้จนถึงเที่ยงคืน และเที่ยงคืนจนถึงเที่ยงวัน หมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ เราก็คงจะต้องให้ข้อมูลสนับสนุนกับฝ่ายความมั่นคง

พล.ต.อ.อัศวิน ในฐานะ ผบ.เหตุการณ์ จะประจำอยู่ที่ศาลาว่าการ กทม. โดยจะมีชาร์ตและจอที่เชื่อมโยงมาถึง / สมมติว่าฝ่ายความมั่นคงต้องการรายละเอียดจุดไหน ภาพกล้องวงจรปิดอย่างไร / ผบ.เหตุการณ์ก็จะเป็นข้าราชการในระดับ 9 ขึ้นไป อย่างเช่นมีรองผู้อำนวยการสำนักฯ หรือผู้ช่วยปลัด กทม.หมุนเวียนกัน 12 ชม.

โดยศูนย์นี้จะเปิด 24 ชม. สามารถมาขอข้อมูลได้ตลอด และจะหมุนเวียนดูอยู่แถวนี้ อาจจะออกไปดูสถานการณ์ข้างนอกบ้าง ขณะนี้พนักงานรักษาความสะอาดของเราทั้ง 2 คนที่อยู่ที่โรงพยาบาล ก็ได้มอบหมายให้นายพิชญา นาควัชระ รองปลัด กทม.นำดอกไม้ไปเยี่ยมแล้ว และก็ไปดูเหตุการณ์ ก็ปลอดภัยแล้วแต่ว่ายังได้รับผลกระทบอยู่บ้าง โดยศูนย์ดังกล่าวจะตั้งต่อไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ทาง กทม.ก็ได้แจ้งไปทางผู้อำนวยการเขตทุกสำนักงานเขตให้ดูบุคคลต้องสงสัย วัสดุสิ่งของที่ต้องสงสัย ให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา
อย่างไรก็ตาม ควรช่วยกันสอดส่องดูแลวัตถุต้องสงสัย บุคคลต้องสงสัย ใครพบวัตถุต้องสงสัยให้แจ้งสำนักงานเขตฯ หมายเลข 191 หรือฝ่าย กอ.รมน. แต่อย่าไปแตะต้องหรือสัมผัสด้วยตัวเอง

ข่าวเช้าวันหยุด

แม้จะเป็นวันเสาร์อาทิตย์ แต่ข่าวไม่เคยมีวันหยุด เพื่อให้เช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ของทุกคนเป็นเช้าวันสบายๆ ที่ไม่ตกข่าว ออกอากาศทางช่อง 3 และ HD ช่อง 33 เวลา 06.55 – 7.25 น.