ความเคลื่อนไหวทางการเมือง – ปชป.โชว์นโยบาย 10 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจ , พปชร.ปัดดอดหารือทหาร

วันที่โพส
จำนวนผู้เข้าชม
31 ครั้ง

แชร์โพสนี้

“อภิสิทธิ์” เปิดนโยบาย 10 จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจสร้างชาติ ใช้งบ 3.9 แสนล้าน “กรณ์” ชี้ไม่เป็นภาระ เหตุวางเป้าหั่นงบฉุกเฉินรัฐบาลคสช.ออก 5 หมื่นล้าน – เข้มมาตรการเก็บภาษีคนรวย

วันที่ 9 มีนาคม 2562 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นำทีมเศรษฐกิจของพรรค อาทิ นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ , นางการดี เลียวไพโรจน์ , นายเกียรติ สิทธีอมร , นายอลงกรณ์ พลบุตร, นายศุภชัย ศรีหล้า , นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี , นายธราดล เปี่ยมพงษ์ศาสน์ , นายกรณ์ จาติกวณิช แถลงถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจ เพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง ในวันที่ 24 มีนาคม โดยคาดหวังว่านโยบายดังกล่าวจะเป็นจุดเปลี่ยนให้กับเศรษฐกิจไทย ซึ่งมีสาระสำคัญที่จะสร้าง 10 จุดเปลี่ยนให้กับวิธีการบริหารงานและกระบวนทัศน์ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงการสร้างการเมืองที่สุจริต

โดยสาระสำคัญของ 10 นโยบายจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย ของพรรคประชาธิปัตย์​ แต่เปิดเพียง 9 นโยบาย มีสาระสำคัญ​คือ

1.ปรับกระบวนทัศน์ด้านเศรษฐกิจ ผ่านการใช้ดัชนีชี้วัดความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า “ปิติ” ซึ่งวัดความก้าวหน้าผ่านมิติเศรษฐกิจ, มิติด้านสังคมที่สะท้อนจากคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมิติด้านสิ่งแวดล้อม แทนการวัดตัวเลขผ่านดัชนีมวลรวมของประเทศ (จีดีพี) เท่านั้น เพื่อใช้ดัชนีชี้วัด “ปิติ” เป็นฐานที่ให้รัฐบาลวางนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศ

2.เร่งรัดโครงการด้านคมนาคม ได้แก่ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายในพื้นที่กทม. รวมระยะทาง 225 กิโลเมตร นอกจากนั้นจะลดราคาค่าโดยสาร เช่น จากสถานีบางใหญ่ถึงสถานีหัวลำโพง จากราคา 70 บาท ให้เหลือ 43 บาท, โครงการรถไฟความเร็วสูง สายนครราชสีมา ถึง หนองคาย เพื่อเชื่อมต่อรถไฟจากประเทศลาว และประเทศจีน รวมถึงเชื่อมต่อไปถึงปาดังเปซาร์ ไปยังประเทศสิงคโปร์, โครงการรถไฟรางคู่ นอกจากนั้นระบบขนส่งจะพัฒนาเพิ่มเติม คือ โมโนเรล อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นต้น เพื่อเพิ่มโอกาสการแข่งขันของประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

3.ปฏิรูปงานราชการ และภาครัฐ ผ่านการใช้เทคโนโลยียกระดับงานบริการให้กับประชาชน นอกจากนั้นปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ รวมถึงเชื่อมโยงกลุ่มสตาร์ทอัพเข้ากับงานภาครัฐ

4.นโยบายปฏิวัติเขียว เพื่อปฏิวัติอุตสาหกรรมของไทยให้มีบทบาทในเวทีโลก อาทิ ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางหรือส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมผลิตยานยนต์ไฟฟ้า, ต่อยอดและพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์อุตสาหกรรมอาหาร, เชื้อเพลิง, ยา, อาหารเสริม, เวชสำอาง รวมถึงบรรจุภัณฑ์ ทั้งนี้การพัฒนาอุตสาหกรรม จะปรับกองทุนที่มีอยู่ เช่น กองทุนเอสเอ็มอี 2 หมื่นล้านบาท ให้สอดคล้องกับนโยบาย​ รวมถึงทำโครงการให้ภาครัฐร่วมลงทุนกับเอกชน ด้านเทคโนโลยี เป็นต้น

5.ยกระดับเศรฐกิจสร้างสรรค์ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่คำนึงถึงประเพณี ประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยวางเป้าเศรษฐกิจของประเทศเติบโตเกิน5 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นจะใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับแต่ละพื้นที่ ผ่านการสร้างศูนย์อบรมและให้ความรู้กับประชาชน​, ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และ การชมภาพยนตร์

6.สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ และส่งเสริมเกษตรกรแบบสมาร์ทฟาร์ม เพื่อให้เป็นศูนย์รวม หรือ สหกรณ์ ที่รวมปัจจัยด้านการผลิตยุคใหม่ที่ทันสมัย เช่น รถไถ, โรงบ่ม กระจายอยู่ในพื้นที่เพื่อยกระดับภาคเกษตรกรให้เป็นจุดเปลี่ยนของเศรฐกิจไทย​ ขณะเดียวกันศูนย์รวมด้านเกษตรกร จะช่วยส่งเสริมด้านการตลาด และต่อยอดด้านธุรกิจด้านการเกษตร

7. ปี 2562 พรรคประชาธิปัตย์ประกาศให้เป็น ปีแห่งการแก้หนี้ 3 ประเภท คือ 1.หนี้เกษตรกร จะปรับแนวทางของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ไม่ยึดที่ดินทำกินของเกษตรกร ซึ่งเข้าโครงการ, แก้ปัญหาหนี้ระบบ โดยความร่วมมือจาก 4 ธนาคารของรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน, ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ ธกส. เพื่อนำหนี้นอกระบบกลับเข้าสู่ระบบ เบื้องต้นคาดว่าจะมีผู้ร่วมโครงการ 8 แสนราย ,จัดโครงการ หมอหนี้เพื่อให้คำปรึกษากับประชาชนทุกหมู่บ้าน, แก้ปัญหาหนี้บัตรเครดิต ผ่านกฎหมาย ซึ่งพรรคยกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บัตรเครดิต เสร็จแล้วและเตรียมนำเสนอสู่สภาฯ ทันที

8.จัดโครงการสร้างเงินออมให้ประชาชน อาทิ ให้บริษัทเอกชนที่มีพนักงานเกิน 5 คนขึ้นไป ให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และมีโครงการเงินออมเพื่อประชาชน ผ่านการจ่ายเงินเดือนละ 100 บาท​

และ 9.ปรับโครงสร้างภาษีเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงเก็บภาษีจากกลุ่มธุรกิจข้ามชาติ ขณะที่แนวทางที่ 10 ซึ่งเกี่ยวกับการเมืองสุจริตนั้น จะเตรียมเปิดก่อนวันที่ 24 มีนาคม

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย (พท.) ลงพื้นที่หมู่บ้านสหกรณ์ ถ.เสรีไทย 57 เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร นำ นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้สมัครส.ส. เขตบึงกุ่ม เขตคันนายาว เฉพาะแขวงรามอินทรา แนะนำตัวผู้สมัครหมายเลข 5 จากพรรคเพื่อไทย

ขณะเดียวกันได้เดินทักทายผู้ค้า ซอยหมู่บ้านสหกรณ์ สอบถามปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง และขอโอกาสจากพี่น้องประชาชน สนับสนุน นายพลภูมิและพรรคเพื่อไทย ในฐานะนักบริหารมืออาชีพ เข้าไปรับใช้ แก้ไขปัญหาความทุกข์ยากตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา

คุณหญิงสุดารัตน์ ยังได้แวะพูดคุยทักทายกับพี่น้องประชาชนชมรมผู้สูงอายุหมู่บ้านสหกรณ์ โดยยืนยันว่า จะปรับปรุงโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ยุคใหม่ ซึ่งจะยึดหลักการที่ว่า ต้องแข็งแรงก่อนแก่ มีสุขภาพดีก่อนป่วย ยาดี หมอดี ไม่รอคิวนาน และผู้สูงอายุจะต้องสวยวันสวยคืน

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวต่อว่า พร้อมยอมรับว่ากติกาการเลือกตั้งครั้งนี้ มีความได้เปรียบเสียเปรียบ พรรคการเมืองในฝั่งผู้มีอำนาจจะมีส.ว. 250 คนคอยสนับสนุน ดังนั้นหากต้องการให้ตนเข้าไปรับใช้ วันที่ 24 มี.ค.นี้ จะต้องไปเลือกพรรคเพื่อไทยให้มากพอ

ด้านตัวแทนชมรมผู้สูงอายุ อวยพรให้นายพลภูมิและคุณหญิงสุดารัตน์ ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง เข้าไปทำงานแก้ไขปัญหาบ้านเมือง และให้คุณหญิงสุดารัตน์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมย้ำด้วยว่า คุณหญิงสุดารัตน์ไม่เคยลืมพื้นที่ ดูแลเสมอเมื่อประชาชนเดือดร้อน ซึ่งถือเป็นความผูกพันที่มียาวนาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ ในการลงพื้นที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัว หน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้นำ นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัครของพรรคในเขตดังกล่าว ลงพื้นที่ขอคะแนนสนับสนุน พร้อมเข้ามาทักทาย คณะของคุณหญิงสุดารัตน์ที่กำลังเดินขอเสียงสนับสนุน ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ได้เข้าไปทักทายและถ่ายภาพร่วมกัน ก่อนที่ทางคณะของนายอภิสิทธิ์และคณะของคุณหญิงสุดารัตน์จะเดินขอคะแนนเสียงกับพี่น้องประชาชนต่อ

มื่อวันที่ 9 มี.ค. พรรคประชาชาติ เปิดเผยข้อความว่า “ประชาชาติ ณ เยาวราช” ในประเทศไทยนี้ไม่มีใครที่เป็น “ไทยแท้” เลย โดยมากก็เป็นส่วนผสมกันหลายชาติพันธ์ บ้านเมืองเรามีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 70 กลุ่ม กระจายกันไป

ดังนั้นการมีสิทธิเสมอกัน มีเสรีภาพที่เสมอภาค จะเป็นกุญแจแห่งความมั่นคง ยั่งยืนของชาติ และแนวคิดนี้จะเป็นส่วนสำคัญต่อการขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้

เพราะอยู่บนพื้นฐานของ “คนเสมอกัน” ซึ่งสวนทางกับความเหลื่อมล้ำที่คนไม่เสมอกัน และเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายของบ้านเมือง

“พรรคประชาชาติ” ชูธงในเรื่องพหุวัฒนธรรม ที่เน้นในเรื่องความกินดี อยู่ดี ของประชาชนเป็นสำคัญ เราจึงมุ่งให้ประเทศไทยไปสู่ “รัฐสวัสดิการ” บริการประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน

ยกตัวอย่างเช่น “เบี้ยตอบแทนผู้สูงอายุ 3,000 บาทต่อเดือน” ที่ให้คนผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีทุกคน ไม่ว่ายากดีมีจน ได้กันหมด เพราะนั้นคือ “สิทธิ” ที่เขามี อันจะแตกต่างจากการสงเคราะห์ที่เปิดโอกาสให้มีการดูแคลน มองคยไม่เสมอกัน

“คนไทยเรียนฟรีถึงปริญญาตรี” นี่ก็สิทธิที่ให้คนไทยติดอาวุธการศึกษาถึงปริญญาตรี โดยรัฐรับหน้าที่ เพราะยิ่งรัฐลงทุนสู่พลเมืองมากเท่าไร ผลตอบแทนย่อมมหาศาลกว่าที่ลงทุน และไม่มีวันขาดทุนเลยในการลงทุนต่อทรัพยากรมนุษย์

“รักษาฟรีทั่วไทย” นี่ก็เป็นอีกสวัสดิการที่รัฐต้องรับหน้าที่ เพราะการเข้ารับการรักษาพยาบาลนั้นนับเป็นเรื่องจำเป็น ฉุกเฉิน และคงไม่มีใครอยากเข้าโรงพยาบาลหากไม่จำเป็นจริงๆ และค่าใช้จ่ายด้านนี้ทำให้บางครอบครัวมีความลำบากต่อการใช้ชีวิตได้ทีเดียว พรรคประชาชาติมองเห็นตรงนี้เลยบรรจุลงในนโยบายด้วย

อีกอย่างที่จะผลักดันให้ได้เลยคือ “วันสำคัญทางศาสนา” ของแต่ละศาสนาในไทยให้เป็นวันหยุดราชการ เช่นพี่น้องชาวจีน ก็ต้องมีวันหยุดราชการตามวันสำคัญของศาสนาที่ตนนับถือ ชาวมุสลิม ชาวคริสต์ก็เช่นกัน แบบนี้ก็จะสร้างคุณค่าต่อคุณภาพชีวิตและจิตวิญญาณให้ทุก ๆ คน

ส่วนเรื่องผู้หญิงนี่ก็สำคัญ พรรคประชาชาติสนับสนุนให้ผู้หญิงมีพื้นที่ในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะในด้านการเมือง การวางนโยบาย หรือการศาลตุลาการ ที่จะต้องให้มีผู้หญิงเป็นผู้ที่บังคับใช้กฏหมายให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ หากผู้หญิงมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ก็จะทำให้มิติของการพัฒนานั้นรอบด้านมากขึ้น พรรคประชาชาติเราเชื่อและยึดมั่นเช่นนั้นครับ

เมื่อวันที่ 9 มี.ค.62 ที่บริเวณตลาดสดเทศบาลเมือง อ.เมือง จ.ราชบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมคณะ และ นางเพียงเพ็ญ ศักดิ์สมบูรณ์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 ราชบุรี อดีต ส.ว.ราชบุรี จับมือนายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ อดีต ส.ว.ราชบุรี ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และนายฐานุพงศ์ ศักดิ์ธนาวัฒน์ หรือ “กล้วย เชิญยิ้ม” นักแสดงตลกที่เข้ามารับหน้าที่ประชาสัมพันธ์พรรคภูมิใจไทย ร่วมกันเดินหาเสียงเรียกคะแนนช่วงโค้งสุดท้ายให้ นางเพียงเพ็ญ โดยมีพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดเทศบาลเมืองราชบุรี และประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับ พร้อมมอบดอกกุหลาบและพวงมาลัยให้เป็นกำลังใจ ตลอดเส้นทางเดินหาเสียงเป็นจำนวนมาก

จากนั้นช่วงเวลา 09.30 น. นายอนุทิน และคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยผู้สมัครทั้ง 5 เขต ราชบุรี ได้เดินทางมายังตลาดศรีเมืองราชบุรี บริเวณอาคาร 3 และขึ้นรถขบวน รณรงค์หาเสียงและเดินพบปะพี่น้องประชาชนบริเวณ ตลาดศรีเมือง อาคาร 16, 15, 14,

หลังจากนั้นช่วงเวลา 10.30 น. ได้ขึ้นเวทีปราศรัย บริเวณด้านหน้าลานกิจกรรม 1 โดยมีประชาชนเข้ารับฟังปรายศรัยเป็นจำนวนมาก โดยช่วงก่อนที่นายอนุทิน จะกล่าวปราศรัยได้เชิญคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และผู้สมัครทั้ง 5 เขต ราชบุรี และผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ 3 คน ขึ้นบนเวที โดยมีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ สมาชิกพรรคภูมิใจไทย มอบพวงมาลัยต้อนรับ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และผู้สมัคร ส.ส.เขต จ.ราชบุรี แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ และนายอนุทินได้มอบเสื้อพรรคให้นายนภินทร ในการให้การสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย จากนั้น นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย นายอนุทิน ได้กล่าวปราศรัย ประกาศจุดยืนของพรรคภูมิใจไทย

โดย นายอนุทิน กล่าวว่า ที่จังหวัดราชบุรีพรรคภูมิใจไทยมีความพร้อม และส่งคนที่คุณภาพ ซึ่งแต่ละคนมีประวัติการทำงานมาอย่างยาวนาน ส่วนนโยบายของพรรคก็ชัดเจน นโยบายแบ่งปันกำไรภาคเกษตร นโยบายยกระดับ อสม. พักหนี้ กยศ. นโยบายปลูกกัญชาเสรี ทั้งผู้สมัครทั้งพรรค ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน นโยบายกัญชาเสรี เพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนหารายได้ และให้รัฐดูแล ถ้ากลัวเสียงวิจารณ์ แล้วไม่ทำอะไรเลย ย่อมเท่ากับเปิดช่องให้นายทุนไทย ต่างชาติ เข้ามาจดสิทธิบัตร เขาก็กอบโกยผลประโยชน์ไปหมด แล้วประชาชนได้อะไร พรรคมีหน้าที่ดูแลประโยชน์โดยรวมของประเทศ พรรคป้องกันไม่ให้คนไทยถูกเอาเปรียบ

ด้าน นายสรอรรถ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยไม่เป็นศัตรูกับใคร เดินหน้าหาเสียงอย่างตรงไปตรงมา และอยากให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปด้วยสุจริตชน แข่งขันกันแบบยุติธรรม ไม่ต้องกลั่นแกล้งกัน เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่คิดเป็นศัตรูกับพรรคใด แต่ขอให้หยุดกลั่นแกล้งพรรคภูมิใจไทย

โดยหลังจากที่ลงจากเวทีปราศรัยแล้ว พรรคภูมิใจไทยได้เดินพบปะประชาชนในตลาดศรีเมือง ตั้งแต่ลานกิจกรรรมและอาคาร 12, 13 และขึ้นขบวนรถเพื่อเดินทางต่อไปยังอาคาร 8 อาคารค้าปลีก เดินพบปะประชาชน ภายในอาคาร 8 ขึ้นขบวนรถท้ายอาคาร 8 เคลื่อนขบวนรถรณรงค์หาเสียงไปตามเส้นทาง ผ่านอาคาร 7, อาคารแตงโม ผลไม้ 1 ผลไม้ 2 เพื่อเป็นการโบกมือทักทายประชาชน พ่อค้าแม่ค้าด้วย

9 มี.ค.62 – นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคอีสาน พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงการลงพื้นที่หาเสียงใน จ.ขอนแก่นว่า จากการพูดคุยกับผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น โดยมีหัวหน้ากลุ่มคือ นายเอกราช ช่างเหล่า ภายหลังที่พรรคได้ลงพื้นที่หาเสียงและทำความเข้าใจประชาชนต่อเนื่อง คะแนนความนิยมของพรรคดีขึ้นตามลำดับ จนตนมั่นใจว่าจะได้เก้าอี้ ส.ส.ขอนแก่น พอสมควร โดยนโยบายที่ชาวขอนแก่นชื่นชอบ คือ บัตรประชารัฐ ซึ่งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ และหากพรรคพลังประชารัฐได้เป็นรัฐบาลก็จะสานต่อทันที รวมทั้งนโยบายเรื่องข้าว ที่ช่วยเหลือค่าเกี่ยวไร่ละ 2,000 บาท จำนวน 20 ไร่ รวม 40,000 บาท ซึ่งมั่นใจว่าเราทำได้จริง

ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่า พรรคพลังประชารัฐใช้งบประมาณมหาศาลในนโยบายต่างๆนั้น นายสุริยะ กล่าวว่า เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค ได้พูดคุยกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โดยพบว่า นโยบายทุกโครงการที่พรรคนำเสนอต่อประชาชน ทำได้จริง ไม่กระทบต่อหนี้สาธารณะของประเทศ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ทุกพรรคการเมืองพร้อมสานต่อบัตรประชารัฐ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ประกาศจะยกเลิก มีความเห็นอย่างไร นายสุริยะ กล่าวว่า นี่ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า บัตรประชารัฐตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง จนทุกพรรคนำแนวทางนี้ไปหาเสียง แต่อยากขอย้ำว่า เรื่องดังกล่าวผู้ที่เข้าใจและทำได้ดีที่สุดคือพลังประชารัฐ จึงอยากให้ประชาชนเลือกของแท้ ซึ่งดีกว่าของก็อปปี้แน่นอน

เมื่อถามต่อว่า มีกระแสข่าวว่านายสุริยะ และแกนนำพรรคพลังประชารัฐไปหารือฝ่ายทหาร และได้รับข้อมูลว่าพรรคได้คะแนน ส.ส.ทั่วประเทศเพียง 60 ที่นั่ง จนแกนนำบางคนถอดใจ นายสุริยะ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง และยืนยันว่า พลังประชารัฐกับทหารไม่เกี่ยวกัน ตนและแกนนำพรรคก็ไม่เคยไปพบทหารเพื่อประเมินสถานการณ์และขอยืนยันว่า เป้าหมายที่พรรคจะได้ ส.ส.ก็ไม่เคยเปลี่ยน คือ 150 ที่นั่งขึ้นไปอย่างแน่นอน

เมื่อถามว่า มีการกล่าวหาว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่กล้าร่วมเวทีปราศรัยของพรรคพลังประชารัฐ แต่ใช้วิธีลงพื้นที่ตรวจราชการแทนเหมือนเป็นการช่วยหาเสียงทางอ้อม นายสุริยะ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องและทำมาก่อนหน้านี้ ไม่ได้เพิ่งมาทำตอนพลังประชารัฐหาเสียง ซึ่งขอยืนยันว่า ไม่เกี่ยวกัน และขอให้พรรคการเมืองต่างๆเลิกโจมตีประเด็นนี้และเอาเวลาไปหาเสียงนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนจะดีกว่า เพื่อให้ประชาขนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อย่างเช่น พรรคพลังประชารัฐ ได้นำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์และทำได้ทันทีหากเป็นรัฐบาล อย่าง บัตรประชารัฐ , มารดาประชารัฐ ที่ดูแลตั้งแต่ตั้งครรภ์ถึง 6 ปี รวม 181,000 บาท นอกจากนี้ยังมีนโยบายผลักดัน ราคามันสำปะหลัง ให้อยู่ที่กิโลกรมละ 3 บาทขึ้นไป ราคายางพารา กิโลกรัมละ 65 และ อ้อย ตันละ 1,200 บาท เป็นต้น

ข่าวเช้าวันหยุด

แม้จะเป็นวันเสาร์อาทิตย์ แต่ข่าวไม่เคยมีวันหยุด เพื่อให้เช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ของทุกคนเป็นเช้าวันสบายๆ ที่ไม่ตกข่าว ออกอากาศทางช่อง 3 และ HD ช่อง 33 เวลา 06.55 – 7.25 น.