ชายแดนใต้ปะทุหนัก – ยิงถล่มวัด , ยิงปะทะ-วางระเบิดทหารพราน ,วางระเบิดชุดคุ้มครองครู

วันที่โพส
จำนวนผู้เข้าชม
121 ครั้ง

แชร์โพสนี้

เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 18 ม.ค. 62 ได้มีคนร้ายจำนวนกว่า 10 คน แต่งกายชุดดำคล้ายทหาร ขี่รถ จยย.เป็นพาหนะ บุกเข้าไปภายในวัดรัตนานุภาพ หรือ วัดโคกโก ซึ่งตั้งอยู่บ้านโคกโก ม.2 ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส แล้วได้กระจายกำลังใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มใส่กุฏิพระ ส่งผลทำให้พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ เจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี และเป็นเจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ มรณภาพพร้อมพระลูกวัด รวม 2 รูป และมีพระลูกวัดได้รับบาดเจ็บอีก 2 รูป

ซึ่งขณะเกิดเหตุชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณด้านนอกของประตูวัด เปิดเผยว่า ก่อนเกิดเหตุพบชายฉกรรจ์แต่งชุดดำคล้ายทหาร ได้ขี่รถ จยย.ไล่หลังกันมา เมื่อขี่เข้าประตูวัดได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่กุฎิจำนวนหลายสิบนัด จนเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวเป็นระยะๆ ชาวบ้านจึงได้พากันหวีดร้องและวิ่งหลบหนีเข้าไปในบ้าน พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่ ตชด.447 ซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดมาตรวจสอบ แต่พบว่าคนร้ายได้พากันหลบหนีไปแล้วหลังก่อเหตุเสร็จ

ต่อมานายรุ่งเรือง ธิมาบุตร นายอำเภอสุไหงปาดี พ.ต.อ.ภักดี ปรีชาชน ผกก.สภ.สุไหงปาดี และ พ.อ.สฐิรพงษ์ อาจหาญ ผบ.หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 และกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่ง ได้เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่าพระครูประโชติรัตนานุรักษ์และพระลูกวัดมรณภาพ 3 รูป และบาดเจ็บ 1 รูป จึงได้รีบนำส่งโรงพยาบาลสุไหงปาดี พร้อมทั้งได้กันพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุในช่วงเช้า

 

จากเหตุการณ์ เมื่อเวลา 06.50 น. วันที่ 18 ม.ค.2562 นปพ.ร่วมนราธิวาส เข้าบังคับใช้กฎหมายปิดล้อม บ.ตือกอ ม.7 ต.จะแนะ อ.จะแนะ จังหวัดนราธิวาส ทำให้มีการการปะทะเบื้องต้น ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ

โดยขณะที่มีการยิงปะทะ เด็กนักเรียนและครูโรงเรียนบ้านตือกอ ซึ่งอยู่บริเวณเชิงเขาบ้านตือกอ ม.7 ตำบลจะแนะ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส อยู่ไม่ห่างจากจุดที่เกิดเหตุปะทะกับกลุ่มคนร้าย ครูและนักเรียนทุกคนต่างมารวมตัวกันในห้องเรียน และสั่งให้เด็กนักเรียนหมอบราบไปกับพื้น เพื่อป้องกันเกรงว่าจะมีลูกหลงเข้ามาภายในโรงเรียน นอกจากนี้ยังมีเด็กนักเรียนถึงกับร่ำไห้ออกมา เมื่อได้ยินเสียงปืน จนครูต้องเข้าไปปลอบทันที

วันนี้ (18 ม.ค.) พ.อ.อิศรา จันทะกระยอม ผู้บังคับการชุดเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ในฐานะหัวหน้าชุดหน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วม จ.นราธิวาส ได้ร่วมสนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ 11 และเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร สภ.จะแนะ จำนวน 3 ชุดปฏิบัติการ เข้าพิสูจน์ทราบในสวนยางพาราบ้านตือกอ หมู่ 7 ต.จะแนะ ซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนบ้านตือกอ ประมาณ 2 กิโลเมตร



เมื่อถึงพื้นที่เป้าหมายเจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังกันโอบล้อมพื้นที่ พบชายฉกรรจ์ จำนวน 5 คน ได้มีการใช้สวนยางพาราดังกล่าวเป็นที่พักพิงชั่วคราว โดยมีการใช้เปลสนามผูกติดกับต้นยางพาราเป็นที่หลับนอน เจ้าหน้าที่จึงได้กระจายกำลังกันโอบล้อม จากนั้น 1 ใน 5 คนร้ายที่ทำหน้าที่ดูต้นทาง ก็พบเห็นเจ้าหน้าที่จึงได้ตะโกนบอกพวกที่เหลือให้รับทราบ ก่อนจะใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่ จนทั้ง 2 ฝ่ายได้เปิดฉากยิงปะทะกันเป็นระลอกๆ นานกว่า 30 นาที เจ้าหน้าจึงได้ขอสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์บินจากหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส บินกดดันกลุ่มคนร้าย พร้อมทั้งสังเกตความเคลื่อนไหวของคนร้ายไปยังเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินให้ได้รับทราบ



จนกระทั่งกลุ่มคนร้ายเห็นจวนตัว จึงได้ใช้อาวุธปืนยิงเบิกทางเพื่อหลบหนีขึ้นไปยังเทือกเขา แต่ถูกเจ้าหน้าที่ไล่ติดตามไปอย่างกระชั้นชิด จนสามารถวิสามัญคนร้ายเสียชีวิตได้ 1 ราย ส่วนที่เหลืออีก 4 คน สามารถอาศัยความชำนาญพื้นที่หลบหนีไปได้ และในจำนวนนี้คาดว่าถูกเจ้าหน้าที่ยิงได้รับบาดเจ็บอีกด้วย

ต่อมา พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบช.ภาค 9 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบในสวนยางพาราดังกล่าว กลุ่มคนร้ายได้ผูกเปลสนามไว้กับต้นยางพารา 6 ผืน พร้อมทั้งจุดใช้สำหรับไว้หุงหาอาหารอีก 1 จุด รวมทั้งกระเป๋าเป้ และสัมภาระอีกจำนวนหนึ่ง



ส่วนผู้เสียชีวิตจากการตรวจสอบทราบชื่อคือ นายฮาซัน มะลี มีหมายจับ ป.วิอาญา เกี่ยวข้องคดียิงทหารพรานปี 2559 ยิงถล่ม ชคต.กาลิซา อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ยึดสถานีอนามัยเป็นฐานถล่มเจ้าหน้าที่ อส. เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561 โดยเจ้าหน้าที่ยังสามารถยึดอาวุธปืนยาว AK102 ของคนร้ายได้ 1 กระบอก เปลสนามที่ผูกกับต้นไม้ จำนวน 6 หลัง อุปกรณ์เครื่องครัวภาคสนามอีกจำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมหลักฐานในที่เกิดเหตุ ก่อนที่จะนำศพผู้เสียชีวิตส่งโรงพยาบาลจะแนะ เพื่อให้แพทย์ทำการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนที่จะมอบให้ญาตินำศพไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป



และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ยังส่งผลทำให้นักเรียนของโรงเรียนบ้านตือกอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เกิดความหวาดกลัวอย่างหนัก ทางคณะครูจึงได้นำนักเรียนจากห้องเรียนต่างๆ มารวมเป็นกลุ่มอยู่ในห้องสมุด โดยมีนักเรียนชั้นประถมศึกษา ทั้งชายและหญิง ต่างพากันร้องไห้ขวัญกระเจิงจากเหตุการณ์ปะทะที่เกิดขึ้น จนคณะครูต้องคอยพูดจาปลอบขวัญนักเรียนในยามวิกฤต ก่อนที่ทั้งหมดจะผ่านพ้นมาได้อย่างปลอดภัย

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 18 มค. ร.ต.อ.เอกรัตน์ เจียรเจริญ รอง สว.(สอบสวน) สภ.หนองจิก จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งเกิดเหตุระเบิดมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย เหตุเกิดบนถนนภายในหมู่บ้านท่ายาลอ ม.4 ต.ตุยง จึงนำกำลังไปที่เกิดเหตุพร้อมชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ไปถึงพบว่าที่เกิดเหตุอยู่ภายในชุมชน เจ้าหน้าที่ได้กันพื้นที่และปิดเส้นทางดังกล่าวไว้ชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย ตรวจสอบพบว่าจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณเสาไฟฟ้าริมถนน พบกองเลือดเป็นจำนวนมากส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บถูกนำส่ง รพ.ปัตตานี จำนวน 2 นาย ทราบชื่อ ด.ต.ประเสริฐ ผิวละออ ด.ต.กิตติพันธ์ อักษรแก้ว ทั้งสองเป็น ผบ.หมู่ ป. สภ.หนองจิก ซึ่งเป็นชุด รปภ.ครู ถูกแรงระเบิดจนทำให้ขาซ้ายทั้งสองคนเกือบขาด ลำตัวมีบาดแผลจากสะเก็ดระเบิดหลายแห่ง อาการสาหัส แพทย์นำตัวทั้งสองรีบเข้าห้องผ่าตัดเป็นการด่วน จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุพบหลุมระเบิดบริเวณโคนเสาไฟฟ้ากว้าง 40 ซม.มีชิ้นส่วนระเบิดกระจายไปทั่วบริเวณ และจากจุดระเบิดประมาณ 5 เมตรพบรถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้าของเจ้าหน้าที่ล้มข้างทาง

จากการสอบสวนทราบว่า ทั้งสองนายกำลังเดินทางไปดูแลความปลอดภัยโรงเรียนบ้านบางตาวา โดยใช้รถ จยย.นั่งมาด้วยกัน ขณะที่เพื่อนอีก 2 คนยืนดูแลเส้นทางเข้าออกบริเวณปากทาง ปรากฏว่าเมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุ คนร้ายไม่ทราบจำนวนนำระเบิดแสวงเครื่อง น้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัมจุดชนวนด้วยวิทยุสื่อสารซุกไว้ใต้โคนเสาไฟฟ้าจนเกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นจนทำให้ทั้งสองนายได้รับบาดเจ็บสาหัสทันที ขณะที่ชาวบ้านบริเวณที่เกิดเหตุต่างตกใจกลัวหนีเข้าบ้าน หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ระดมกำลังปิดล้อมพื้นที่เกิดเหตุทันที เนื่องจากเชื่อว่าคนร้ายน่าจะเป็นยังกบดานในพื้นที่ และมีแนวร่วมในพื้นที่คอยให้การช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม จากหน่วยข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบเข้ามาในพื้นที่ หวังก่อเหตุและลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อสร้างสถานการณ์

ข่าวเช้าวันหยุด

แม้จะเป็นวันเสาร์อาทิตย์ แต่ข่าวไม่เคยมีวันหยุด เพื่อให้เช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ของทุกคนเป็นเช้าวันสบายๆ ที่ไม่ตกข่าว ออกอากาศทางช่อง 3 และ HD ช่อง 33 เวลา 06.55 – 7.25 น.