เรียนภาษาอังกฤษกับแอนดรูว์ บิ๊กส์ ตอน เรียนต่างประเทศ

โพสโดย
Andrew Biggs TV
วันที่โพส
จำนวนผู้เข้าชม
2,086 ครั้ง

แชร์โพสนี้

เพิ่งจะกลับมาจาก Sydney ครับ เพื่อนแต่งงานที่ Avalon ก็เลยถือว่าเป็นข้ออ้างที่ดีที่จะกลับบ้านสักพักหนึ่ง ฉลองงานแต่งงาน  เยี่ยมคุณแม่และน้องสาว  ดื่มไวน์ออสซี่ที่แสนอร่อย เสร็จแล้วก็บินกลับไปกรุงเทพฯ เป็นการแวะบ้านที่สั้นเหลือเกิน มาปุ๊บต้องกลับ แถม Avalon อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 50 กม. พอถึงแล้วรู้สึกถ้าเลยไปสักนิดหนึ่งจะถึงเมือง Brisbane บ้านเกิดของผม “เวอร์ไปหน่อย” เพื่อนที่แต่งงานตอบด้วยรอยยิ้มออสเตรเลีย

ถึงแม้ว่าเวลาสั้นแต่ก็เป็นการเดินทางที่ดี พอกลับมา เข้าออฟฟิศแล้วเลขาฯ ผมรอผมอยู่ด้วยเอกสารเป็นปึกหนาแน่นทีเดียว หลังจากที่ผมตั้งตัวพร้อมที่จะเริ่มทำงานต่อ เธอก็วางเศษกระดาษใบหนึ่งบนโต๊ะทำงาน

“นี่อะไร” ผมถามเธอด้วยรอยขมวดคิ้วออสเตรเลีย เพราะไม่รู้จักชื่อบนกระดาษ
“เป็นคุณแม่คนหนึ่งที่โทรมาตอนที่คุณอยู่ต่างประเทศ” เลขาฯ ผมตอบ “ลูกเพิ่งจะไปเรียนที่ประเทศอังกฤษไม่กี่เดือนแล้ว เธอมีปัญหามากอยากปรึกษากับคุณแอนดรูว์”

ผมหมุนไปหาคุณแม่คนนี้ซึ่งเป็นผู้มีมารยาทดี สิ่งแรกที่เขาอยากทราบคือ ตอนนี้ลูกอยู่อังกฤษแต่แม่อยากย้ายเขาไปอยู่ที่ออสเตรเลีย เขาอยากทราบว่า เรียนที่ออสเตรเลียเป็นอย่างไรบ้าง?

ด้วยความชาตินิยมสูง ผมก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับเสน่ห์ของประเทศแสนสวยน่าอยู่อันเป็นประเทศบ้านเกิดของผม ผมบอกคุณแม่คนนี้ถึงคุณภาพของระบบการศึกษาที่ออสเตรเลียที่ดี เมืองสะอาดเป็นระเบียบ ชาวออสซี่เป็นมิตรดี สังคมปลอดภัย อากาศดี ฯลฯ ผมเล่าแต่สิ่งดี ๆ โดยตั้งใจลืมพูดถึงข้อเสียของภาพลักษณ์ของออสเตรเลีย

ในที่สุดผมถามคุณแม่ถึงสิ่งที่ควรถามตั้งแต่แรก (แทนที่จะมัวแต่พูดถึงข้อดีของบ้านเกิด) คือ ลูกมีปัญหาอะไรที่ประเทศอังกฤษ?

“ลูกหรือคะ? ลูกไม่มีปัญหาอะไรมากนัก แต่ดิฉันเองไม่พอใจกับโรงเรียนที่ลูกเข้าเรียนอยู่”

เพราะอะไรถึงไม่พอใจ ผมถาม อาจารย์มีดีหรือ โรงเรียนไม่สวยหรือ?

“ไม่หรอกค่ะ แต่ลูกบอกว่า ไม่มีนักเรียนคนไทยสักคนนอกจากลูก ดิฉันไม่พอใจ ลูกจะเรียนได้อย่างไร จะไม่มีความสุขกับการเรียนถ้าไม่มีเพื่อนคนไทย จึงมีเพื่อนดิฉันมาบอกว่าที่ออสเตรเลียมีคนไทยมากมาย อยากทราบว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าและที่ออสเตรเลียมีโรงเรียนอะไรบ้างที่มีเด็กไทยที่สามารถส่งลูกไปเรียนได้”

ผมสะดุ้งเฮือก นั่งแบบไม่รู้จะตอบคุณแม่คนนี้อย่างไร เพราะมีเสียงจากส่วนลึกของใจผมที่บ่นพึมพำว่า “ถ้าลูกมีแม่อย่างนี้ คงช่วยน้องไม่ได้แล้ว”!!!

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่เคยคุย (เถียง) เป็นประจำว่า ภูมิศาสตร์เป็นตัวแปรสำคัญที่สุดกับการเรียนภาษาอังกฤษ ผมหมายถึง สมมติว่า น้องกล้วยเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษ น้องแอปเปิ้ลเรียนอยู่ที่มุกดาหาร และน้องส้มเช้งติดคุกคดีขายยาบ้า สามคนนี้น้องกล้วยย่อมจะเก่งภาษาอังกฤษมากกว่าเพื่อนไหม

ผมเชื่อว่าสถานที่ หรือ ประเทศ หรือ เมือง หรือ โรงเรียน หรือสถาบันสอนหนังสือ นั้น ๆ ไม่สำคัญที่สุดครับ ดูสิครับน้องกล้วยที่อังกฤษที่นั่งตามลำพังกลุ้มใจเพราะไม่มีเพื่อนคนไทยที่อังกฤษ เขาคงไม่ยอมคุยกับใครเลย นักเรียนอังกฤษคนอื่นในห้องเรียนเขาไม่อยากคบเขาอยู่แล้งเพราะใครอยากจะคบเด็กเอเซียหน้าบึ้งอย่างน้องกล้วยเสียล่ะ

แล้วน้องกล้วยจะมีความสุขที่ออสเตรเลียไหม ไม่แน่ แต่ที่แน่ใจคือคุณแม่ต้องดีใจเหลือล้น เพราะโรงเรียนบางแห่งมีเด็กไทยถึง 20 หรือ 30 คน น้องกล้วยสามารถอยู่กับเพื่อน ๆ คนไทยตลอดวันตลอดคืน แม่ต้องสบายใจ ทุกคนมีความสุข … ยกเว้นเพียงคนเดียว และคนนั้นคือ ผม

ถ้าคุณกำลังอ่านบทความนี้ที่ออสเตรเลียเพราะบินข้ามไปถึงประเทศนี้แล้ว หรืออ่านเพราะกำลังคิดจะไปเรียนที่ออสเตรเลียเร็ว ๆ นี้ ผมขอเรียนให้ทราบว่า ถ้าคิดจะไปออสเตรเลียเพื่อเรียนภาษาอังกฤษแต่อยู่ในสังคมไทยที่โน่นผมว่า หยุด ไม่ไปดีกว่า และใช้เงินก้อนนี้เพื่อซื้อรถยนต์หรือดาวน์บ้านหลังหนึ่งที่นี่ดีกว่า ไม่ต้องเสียเงินหรือเสียเวลาไปเรียนต่างประเทศเลย

การที่จะไปต่างประเทศเพื่อการศึกษาไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษอย่างเดียวครับ เป็นโอกาสที่จะเข้าไปอยู่ในสังคมใหม่ คบเพื่อนต่างชาติ สัมผัสกับวัฒนธรรมแตกต่างกับวัฒนธรรมไทย เป็นโอกาสทองสำหรับคุณ

เสียดายจังเลยที่ว่าคนไทยที่ไปเรียนต่างประเทศหลายคนไม่มองโอกาสทองนั้นเหมือนผมครับ ผมรู้จากประสบการณ์เองว่านักเรียนไทยหลายคนเสียโอกาศตอนที่เขาไปเรียนต่างประเทศ เรียนที่สถาบันไม่กี่ชั่วโมง ที่เหลือเขาไปทำงานที่ร้านอาหารอาทิตย์ละ 6 หรือ 7 คืนโดยที่ได้รับรายได้ไม่ถึงมาตรฐานตามกฎหมายออสเตรเลีย (เพราะทำงานเกิน 10 หรือ 20 ชั่วโมงตามข้อจำกัดของวีซ่านักเรียน) เด็กรวยที่กรุงเทพฯ ตกเป็นฐานะเด็กบริกรผิดกฎหมายที่โน่น เขาไม่มีโอกาสสัมผัสกับสังคมออสซี่เพราะไม่มีเวลา ทำงานอย่างเดียว เหนื่อย แล้วภาษาอังกฤษล่ะ พอใช้ได้แต่เขาเก่งไหม … คงไม่หรอก

ที่จริงแล้วน้องกล้วยที่อยู่โรงเรียนอังกฤษเป็นเด็กไทยคนเดียวในห้องไม่ควรไปไหน (และคุณแม่ครับ … ถ้าอยากให้ลูกอยู่ใกล้ชิดกับเด็กไทยก็ส่งลูกไปต่างประเทศทำไมล่ะ) กล้วยอดทนสักหน่อยนะลูก เรื่องคิดถึงบ้านคิดถึงเพื่อนคิดถึงพ่อแม่นั้นเป็นเรื่องธรรมดามาก ผมจำได้ว่ามันรู้สึกอย่างไรเพราะตอนอายุ 17 ผมเคยไปเรียนที่ประเทศสหรัฐฯเป็นเวลาหนึ่งปี เปิดเทอมไม่สนุกเลย ไม่มีใครอยากคุยกับผมเลยจนผมถอดนาฬิกาข้อมือเพื่อมีโอกาสสอบถามนักเรียนแปลกหน้าว่า “Excuse me. What time is it?” ซึ่งในที่สุดได้เพื่อนสองสามคน ดีกว่าบินข้ามโลกกลับบ้านครับ

วิธีแก้ไขความรู้สึกเหงาในช่วงแรกไม่ใช่บินข้ามโลกไปถึงโรงเรียนออสเตรเลียซึ่งเต็มไปด้วยเด็กไทยครับ  วิธีแก้ไขคือให้เวลาผ่านไปอีกนิดนึง และคบเพื่อนใหม่ที่โน่น คุณหาเพียงคนเดียวก็พอ ทิ้งนาฬิกาก็ได้ครับ … นอกจากจะได้เพื่อนใหม่ก็จะเก่งเรื่องบอกเวลาด้วย

ส่วนน้องเปิ้ลกับน้องส้มเช้งก็ไม่แน่ เขาอาจพูดภาษาอังกฤษเก่งกว่ากล้วยครับด้วยความตั้งใจและทัศนคติที่ถูกต้องของเขา  เพราะถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษสมัยนี้ไม่ต้องเดินออกจากประเทศครับ เมืองไทยมีโรงเรียนที่ดีมากมาย หนังสือที่ดีก็เยอะ อินเตอร์เน็ตที่สามารถสื่อกับฝรั่งทั่วโลกแล้ว น้องเปิ้ลที่มุกดาหารสามารถพูดอังกฤษได้คล่อง แม้น้องสมเช้งก็สามารถฝึกกับนักโทษชาวต่างประเทศที่คุกได้ (แต่ขอร้องเถอะครับน้อง … อย่าไปเสพสิ่งยาเสพติดอีกครับน้อง ไม่มีประโยชน์แม้ในการเรียนภาษาเลย)

นั่นแหละ … ความตั้งใจกับทัศนคติที่ถูกต้อง … นั่นคือวุฒิสำคัญที่สุดกับการเรียนภาษาอังกฤษมากกว่าภูมิศาสตร์ครับ ด้วยความคิดนี้ขอให้มีความสุขมาก ๆ กับการเรียนที่ออสเตรเลียครับ รีบไปเรียนที่โน่นแต่หลีกเลี่ยงทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไทยที่โน่น … กลับมาที่กรุงเทพฯ ก็จะเห็นอะไรไทย ๆ แล้วครับ