แชร์โพสนี้

ความสำเร็จของตู้ขายสินค้าอัตโนมัติที่ญี่ปุ่น สะท้อนอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับวัฒนธรรมของญี่ปุ่น
 
ถ้าใครได้ไปญี่ปุ่นจะสังเกตว่า มีตู้ขายสินค้าอัตโนมัติตั้งอยู่แทบจะทุกที่ ทั้งย่านชุมชน ย่านธุรกิจ แม้แต่หน้าร้านขายของชำ ยังมีตู้ขายอัตโนมัติตั้งอยู่ ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีตู้ขายอัตโนมัติประมาณ 5 ล้านเครื่อง เทียบกับประชากรถือว่า หนาแน่นที่สุดในโลก เฉลี่ย 1 เครื่องต่อ 23 คน แต่ละปี ตู้หยอดเหรียญเหล่านี้ทำยอดขาย มากกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ มีขายทุกอย่างตั้งแต่เครื่องดื่ม ชา กาแฟ บุหรี่ ขนม ซุป อาหารร้อนๆ หรือแม้แต่เหล้าสาเก
 
ในหลายประเทศก็มีตู้ขายสินค้าอัตโนมัติเช่นกัน แต่ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ญี่ปุ่น นักเขียนจาก Business Insider Japan มองว่า ความสำเร็จนี้สะท้อนวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น ซึ่งประเทศอื่นไม่มี โดยปัจจัยความสำเร็จของตู้ขายของมาจาก 
 
1. ปัญหาค่าแรงที่ญี่ปุ่น ซึ่งแพงมาก จากอัตราการเกิดลดลง ประชากรสูงอายุ และมีคนเข้าเมืองน้อย ทำให้หาแรงงานยากและมีราคาแพง
 
2. ประชากรกระจุกตัวและอสังหาริมทรัพย์มีราคาแพง ญี่ปุ่นมีประชากร 127 ล้านคน แต่มีเนื้อที่เท่ากับรัฐแคลิฟอร์เนีย และพื้นที่ประมาณร้อยละ 75 เป็นภูเขา ทำให้ชาวญี่ปุ่นร้อยละ 93 ต้องมากระจุกกันอยู่ในเมือง คนส่วนใหญ่อยู่อพาร์ตเมนต์หรือห้องแคบๆ ไม่มีที่เก็บของมากๆ จึงไม่นิยมซื้อสินค้าบริโภคมาเก็บ ส่วนบริษัทก็ไม่อยากเปิดร้านเพราะต้นทุนสูง ตั้งตู้หยอดเหรียญถูกกว่า
 
3. อาชญากรรมน้อย ถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีอัตราการขโมยของต่ำที่สุดในโลก การทำลายทรัพย์สินสาธารณะก็ต่ำเช่นกัน เราจะไม่ค่อยพบตู้ขายของที่ถูกทุบทำลาย หรือขโมยของ ต่อให้อยู่ในตรอกซอยที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน ถ้าเทียบกับสหรัฐฯซึ่งบริษัทขายตู้หยอดเหรียญที่สหรัฐฯ ไม่กล้านำตู้ไปตั้งเดี่ยวๆ ริมถนน เพราะกลัวโดนทุบพังและขโมยของ นอกจากนี้ตู้หยอดเหรียญริมถนนของญี่ปุ่น บางตู้ติดกล้องวงจรปิดและ ถ้าเกิดความผิดปกติ เช่นมีคนงัดตู้ ก็จะต่อสายตรงถึงตำรวจด้วย
 
4. ญี่ปุ่นเป็นสังคมที่นิยมใช้เงินสด มากกว่าบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต การใช้เหรียญซื้อสินค้าจากตู้ถือว่าสะดวกที่สุด
 
5. ญี่ปุ่นหมกมุ่นกับระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ ทำให้ชื่นชอบตู้หยอดเหรียญไปด้วย