แชร์โพสนี้

สมาคมมะเร็งอเมริกัน เผยแพร่รายงาน Cancer Statistics 2017 เมื่อเร็วๆ นี้ บ่งชี้ว่า อัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในสหรัฐฯลดลง 25 เปอร์เซนต์จากปี 1991 ซึ่งเป็นช่วงพีคสุด
 
ปัจจัยที่ทำให้การเสียชีวิตลดลง ส่วนใหญ่มาจากการลดสูบบุหรี่, ความก้าวหน้าในการตรวจและรักษามะเร็งแต่เนิ่นๆ และการรักษาทำให้ตรวจพบและรักษามะเร็ง แต่ถ้าเทียบกันระหว่างเพศ พบว่าผู้ชายเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งมากกว่าผู้หญิงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และผู้ชายเป็นมะเร็งมากกว่าผู้หญิง 20 เปอร์เซ็นต์
 
นอกจากนี้มะเร็งชนิดเดียวกันก็ยังเกิดในชายและหญิงไม่เท่ากันด้วย เช่น มะเร็งตับที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิต เกิดในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 3 เท่า ส่วนใหญ่เนื่องจากผู้ชายมีอัตราการติดเชื้อไวรัสอักเสบซีสูงกว่า สูบบุหรี่และดื่มเหล้ามากกว่า ขณะที่มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกล่องเสียง และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 4 เท่า และมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า 4 เท่าเช่นกัน
 
รายงานฉบับนี้ประเมินว่า ในปี 2017 จะมีการตรวจพบผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เกือบ 1.7 ราย และมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งมากกว่า 600,000 ราย โดยในผู้ชายจะเสียชีวิตจากมะเร็งปอด, ลำไส้และต่อมลูกหมากมากที่สุด ส่วนผู้หญิงจะเสียชีวิตจากมะเร็งปอด เต้านมและลำไส้มากที่สุด ซึ่งมะเร็งเหล่านี้เป็นสาเหตุการตายของมะเร็งเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมด
 
ขณะที่ความแตกต่างด้านสีผิว ต่ออัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งก็ลดลงเช่นกัน แต่คนผิวดำยังเสียชีวิตจากมะเร็งมากกว่าคนผิวขาว 15 เปอร์เซ็นต์
 
นอกจากความก้าวหน้าด้านการแพทย์ที่ช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งเสียชีวิตลดลงแล้ว กลยุทธ์ใหม่ๆเพื่อป้องกันมะเร็งก็มีส่วนช่วยเช่นกัน เช่น คนมีความรู้มากขึ้นในการป้องกันมะเร็ง และดูแลสุขภาพเมื่อป่วยเป็นมะเร็ง รวมถึงลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ควบคุมน้ำหนัก อาหาร การออกกำลังกาย และป้องกันรังสียูวี