นับเป็นการลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์ กับการออกเสียงประชามติว่าด้วยสมาชิกภาพในสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร ที่ฝ่าย Brexit เป็นฝ่ายชนะ แต่ก็ส่งผลทำให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ รวมถึงส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของตลาดการเงินทั่วโลก
 
ผลการลงประชามติที่ฝ่าย Brexit สนับสนุนให้สหราชอาณาจักร (ยูเค) แยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) เป็นฝ่ายชนะ เหนือฝ่ายต้องการให้อยู่ต่อ หรือ Bremain ด้วยคะแนน 52% ต่อ 48 % เมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ถือเป็นการลงคะแนนครั้งประวัติศาสตร์ ที่มีผู้คนมาออกคะแนนเสียงมากถึง 71.8% คิดเป็นประชากรมากกว่า 30 ล้านคน อีกทั้งยังเป็นการลงคะแนนเสียงของสหราชอาณาจักรที่มีผู้ออกมาใช้สิทธิ์มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1992
 
ผลประชามติที่ค่อนข้างก้ำกึ่งทำให้มีหลายฝ่ายออกมายื่นข้อเรียกร้องให้ลงประชามติกันใหม่ ทั้งมีการยกข้อกฎหมายอ้างว่าการลงประชามติเป็นแค่คำแนะนำ ไม่ใช่การบังคับ และยังทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้สก็อตแลนด์และไอร์แลนด์ แยกตัวจากสหราชอาณาจักร นอกจากนี้ ผลการลงประชามติดังกล่าวยังทำให้ตลาดการเงินผันผวนอย่างหนัก โดยหลายฝ่ายคาดว่าความผันผวนจะทำให้เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรหยุดชะงัก จนอาจเข้าสู่ภาวะชะลอตัว และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหภาพยุโรป รวมทั้งอาจกระทบต่อเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเสี่ยงในการฟื้นตัวอยู่
 
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อังกฤษยังเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปอยู่เหมือนเดิม และจะเป็นไปจนกว่ากระบวนการถอนตัวจะเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณสองปีหรืออาจมากกว่านั้น เนื่องจากมีสนธิสัญญาและข้อตกลงด้านอื่นๆ ที่สหราชอาณาจักร ทำไว้กับสหภาพยุโรป ที่ต้องมีการแก้ไข แต่ภาคธุรกิจ การเงิน และการเมืองอาจจะต้องตกอยู่ในภาวะไม่แน่นอนไปอีกพักใหญ่
 

Comments

comments