คนส่วนใหญ่มองว่าแผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ แต่มีงานวิจัยใหม่พบว่า กิจกรรมของมนุษย์เป็นสาเหตให้เกิดแผ่นดินไหวได้เช่นกัน

งานวิจัยเรื่องนี้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Seismological Research Letters เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า ในช่วง 150 ปีที่ผ่านมา มีแผ่นดินไหวที่จากกิจกรรมของมนุษย์ถึง 730 จุด แม้ว่านักวิจัยจะพอทราบมาบ้างว่า มนุษย์เราสามารถมีอิทธิพลต่อการสั่นสะเทือนของเปลือกโลก แต่ที่น่าตกใจคือ แผ่นดินไหวที่เกิดจากมนุษย์ สามารถจะมีความรุนแรงสูงถึง 7.9 แมกนิจูด และในบางพื้นที่กำลังมีแผ่นดินไหวเกิดบ่อยครั้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

แผ่นดินไหวที่เกิดตามธรรมชาติมักปรากฏตามรอยเลื่อนเปลือกโลก แต่แผ่นดินไหวที่เกิดจากมนุษย์สามารถเกิดในบริเวณอื่นได้ด้วย

ส่วนกิจกรรมที่เป็นสาเหตุของแผ่นดินไหว อันดับหนึ่งคือการทำเหมือง เพราะการขุดวัสดุขึ้นมาทำให้พื้นโลกขาดเสถียรภาพ และอาจทำให้เหมืองถล่ม จนกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหว

รองลงมาคือการสร้างเขื่อน นักวิจัยเชื่อว่าตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด คือแผ่นดินไหวเสฉวนที่จีน เมื่อปี 2008 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือสูญหายถึง 8 หมื่นคน เชื่อว่าสาเหตุเกิดจากน้ำหนักน้ำในเขื่อน 320 ล้านตัน ที่กดทับบนรอยเลื่อนแผ่นดิน

ส่วนที่สหรัฐอเมริกา เรื่องที่กำลังถกเถียงกันมากคือแผ่นดินไหวที่เกิดจากการทำ Fracking ซึ่งเป็นการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ด้วยการยิงระเบิดเข้าไปในชั้นหินดินดาน เพื่อสร้างรอยแยก แล้วอัดสารเคมีลงไปเพื่อดูดน้ำมัน หรือก๊าซธรรมมาชาติขึ้นมา

อันดับสี่คือ การทดลองระเบิดนิวเคลียร์

แม้ว่าจะมีผลสรุปดังกล่าวออกมา แต่นักวิจัยเชื่อว่าเป็นไปได้ยากที่จะห้ามมนุษย์ทำกิจกรรมเหล่านี้ แต่ก็ควรที่จะศึกษาเตรียมความพร้อมรับมือ และหลีกเลี่ยงแผ่นดินไหวร้ายแรงอย่างกรณีแผ่นดินไหวที่เสฉวน

ล่าสุด มีประเทศสก็อตแลนด์ที่มีคำสั่งห้ามขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติด้วยวิธี Fracking ตามเสียงเรียกร้องของประชาชน ที่วิตกกังวลผลกระทบที่จะเกิดกับสิ่งแวดล้อม ทำให้ได้รับเสียงชื่นชมจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ขณะที่หน่วยงานอุตสาหกรรมก็แสดงความผิดหวัง เพราะมองว่าสกอตแลนด์ทำลายโอกาสกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานนับพันตำแหน่ง

Comments

comments