แชร์โพสนี้

ผลสำรวจฉบับใหม่ระบุว่า น้ำผึ้งที่เก็บตัวอย่างจากทั่วโลก มีมากถึง 75 เปอร์เซ็นต์ที่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลง และอาจเป็นสาเหตุทำให้ผึ้งลดจำนวนลง

รายงานฉบับนี้เป็นของทีมนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Neuchâtel ในสวิตเซอร์แลนด์ แสดงให้เห็นว่ามนุษย์เรากำลังทำให้รังผึ้งปนเปื้อน และสารเคมีที่พบในยาฆ่าแมลงมีอยู่ 7 ชนิด อยู่ในกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์ (Neonicotinoids)

แม้ไม่มีหลักฐานว่า สารเหล่านี้เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่รายงานซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Science ระบุว่า สารดังกล่าว เป็นสาเหตุหลักทำให้ผึ้งจำนวนมากตายและสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อปริมาณผลผลิตและการขยายพันธุ์ ทำให้เกิดสารตกค้างในเกสรจากดอกไม้

องค์การมาตรฐานอาหารยุโรป รวมกับรัฐสภายุโรป กำลังตัดสินใจว่า จะออกกฎห้ามใช้ยาฆ่าแมลงดังกล่าวอย่างสิ้นเชิงหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้ในปี 2013 EU เคยออกกฎหมายห้ามใช้ยาฆ่าแมลงกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์บางส่วน กับผลผลิตที่เป็นพืชดอก เช่น ดอกทานตะวัน และดอกน้ำมันเรฟซี้ด แต่ยังอนุญาตให้ใช้กับพืชผลอื่นๆ

ผึ้งและแมลงที่ช่วยผสมเกสรดอกไม้ ลดจำนวนมากว่า 10 ปีแล้ว และผู้เชี่ยวชาญโทษปัจจัยหลายอย่าง เช่น ยาฆ่าแมลง Neonicotinoids, ปรสิต โรค การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และแหล่งอาหารขาดความหลากหลาย

สำหรับน้ำผึ้งที่ใช้ทดสอบ เป็นน้ำผึ้งที่ทีมนักวิทยาศาสตร์ขอให้ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนและญาติที่อาศัยอยู่ตามที่ต่างๆทั่วโลกส่งมาให้ มีตัวอย่างส่งมามากกว่า 300 ตัวอย่าง และทดสอบแล้ว 198 ตัวอย่าง พบว่า 75เปอร์เซ็นต์ มียาฆ่าแมลงกลุ่ม Neonicotinoids อย่างน้อย 1 ชนิด และ 45 เปอร์เซ็นต์มี 2-3 ชนิด และที่อีก 10 เปอร์เซ็นต์มียาฆ่าแมลงกลุ่มนี้ตั้งแต่ 4 ชนิดขึ้นไป

ที่น่าแปลกใจก็คือ น้ำผึ้งจากตาฮิติ ซึ่งไม่ได้ทำเกษตรอุตสาหกรรม ก็ยังพบมียาฆ่าแมลงปนเปื้อน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เป็นเพราะยาฆ่าแมลงถูกน้ำชะล้างลงดิน และถูกพืชป่าดูดไปใช้ ฉะนั้นดอกไม้ป่าก็จะมียาฆ่าแมลงปนเปื้อนด้วยเช่นกัน

นักวิจัยเชื่อว่า ผึ้งในเมืองที่เลี้ยงห่างไกลจากฟาร์มเกษตรน่าจะปลอดภัยจากการปนเปื้อนมากกว่าผึ้งในชนบท ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรอุตสาหกรรม