นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า หากเรายังคงใช้พลาสติกในอัตราที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ในที่สุด ขยะพลาสติกในมหาสมุทรจะมีจำนวนมากกว่าปลา (ภายในปี 2050) แต่ว่าพลาสติกเหล่านี้ลงเอยอยู่ในอาหารทะเลที่เรารับประทานกันมากน้อยแค่ไหน ล่าสุด มีนักวิจัยไปเก็บตัวอย่างนำมาศึกษาให้ดูกัน

 

Sarah Dudas เป็นนักชีววิทยาสัตว์ทะเลมีเปลือกที่มหาวิทยาลัย Vancouver Island ทดลองเรื่องนี้ด้วยการนำหอยกาบและหอยนางรม หลายพันตัวไปปล่อยไว้ทั่วชายฝั่งทะเลบริทิชโคลัมเบีย ปล่อยให้มันเติบโตอยู่ตามธรรมชาติ แล้วจากนั้น 3 เดือนก็ไปเก็บกลับมา ใช้สารเคมีย่อยสลายเนื้อหอย และสารที่ย่อยสลายได้ทิ้งไป จากนั้นก็นำวัสดุที่เหลือ มาส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ ผลที่ได้ก็คือ อนุภาคพลาสติกสารพัดสี ซึ่งแทรกอยู่ตามเนื้อหอย และเมื่อคุณกินหอย จะต้องกินพลาสติกพวกนี้ไปด้วย

งานวิจัยนี้ได้ทุนสนับสนุนจากรัฐบาลแคนาดาและสมาคมค้าหอยแห่งบริทิชโคลัมเบีย จุดประสงค์เพื่อศึกษาว่าอุตสาหกรรมเลี้ยงหอย อาจจะปนเปื้อนหอยด้วยอุปกรณ์เลี้ยงหอยที่เป็นพลาสติก อย่างเช่น อวน ทุ่นและเชือก

Peter Ross ผู้อำนวยการโครงการวิจัยมลภาวะในมหาสุมทรของพิพิภัณฑ์สัตว์ทะเลแวนคูเวอร์ เป็นคนหนึ่งที่ศึกษามลภาวะในทะเลมานานกว่า 30 ปี เขากล่าวว่า อนุภาคพลาสติกที่พบในเนื้อหอย ไม่ได้มีแค่พลาสติกที่ใช้ในอุปกรณ์เลี้ยงหอย แต่ยังมีขยะพลาสติกอื่นๆ รวมอยู่ด้วย เช่น เม็ดพลาสติกโพลีสไตรีน ที่ใช้ยัดไส้บีนแบ็ก เม็ดหิมะเทียม เม็ดเรซินที่ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์พลาสติกอื่นๆ รวมไปถึงไมโครบีดที่พบได้ตามยาสีฟันและผลิตภัณฑ์ใช้ล้างหน้า แต่ที่พบมากที่สุดคือ ไมโครไฟเบอร์ หรือเส้นใยสังเคราะห์ ซึ่งมาจากเสื้อผ้า หรือสิ่งทอ

ส่วนแหล่งที่มาของเศษเส้นใย ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากโรงงาน แต่มาจากบ้านเรือนประชาชนทั่วไป จากน้ำทิ้งซักผ้า เพราะเวลาที่เราซักผ้า เศษเส้นใยสังเคราะห์เหล่านี้หลุดออกมาปะปนกับน้ำ และจะไหลทิ้งไปพร้อมกับน้ำซักผ้า ลงสู่มหาสมุทรซึ่งเป็นปลายทางในที่สุด

Patagonia ผู้ผลิตเสื้อผ้าสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง เคยศึกษาพบว่าแจ็คเก็ตผ้าสังเคราะห์ จะปล่อยเส้นใยไมโครไฟเบอร์เฉลี่ย 1.7 กรัมต่อการซัก 1 ครั้ง ยิ่งเป็นเสื้อผ้าคุณภาพต่ำ เส้นใยเสื่อมสภาพเร็วก็จะยิ่งหลุดปนกับน้ำทิ้งมากขึ้น ทางผู้ผลิตเสื้อผ้าที่มีความรับผิดชอบก็พยายามหารือกันเรื่องกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม เพื่อให้มีการผลิตเสื้อผ้าที่มีคุณภาพดีขึ้นและมีเศษเส้นใยหลุดออกน้อยลง

ถ้าใครที่เป็นห่วงสิ่งแวดล้อมจริงก็ควรจะเริ่มต้นที่ตนเอง หาทางสร้างขยะน้อยที่สุดเพื่อสิ่งแวดล้อมและเพื่อคนรุ่นหลัง เช่น ลดขยะจากการดื่มกาแฟ

สำหรับผู้บริโภคอาหารทะเลที่วิตกกังวลว่า กินขยะพลาสติกเข้าไปจะเป็นอันตรายแค่ไหน ก็กำลังมีงานวิจัยเรื่องนี้อยู่ โดยในเบื้องต้น Sarah Dudas บอกว่าขึ้นอยู่กับเรารับประทานอาหารทะเลมากน้อยแค่ไหน ยิ่งกินมาก ก็ยิ่งได้รับขยะพลาสติกเข้าไปมาก เธอบอกว่าหอยกาบ หรือหอยนางรม 1 ตัวจะมีอนุภาคพลาสติกเฉลี่ยตัวละ 8 อนุภาค อย่างไรก็ตาม เธอบอกว่าไม่ต้องกังวลจนเกินไป เพราะอนุภาคพลาสติกเหล่านี้ปะปนอยู่ในสิ่งแวดล้อมไปทั่ว ฉะนั้นทุกคนได้รับกันหมด

Comments

comments