แชร์โพสนี้

เม็กซิโกเผชิญกับเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งติดต่อกัน ทิ้งช่วงห่างเพียง 12 วันเท่านั้น กลายเป็นประเด็นถกเถียงของผู้เชี่ยวชาญว่าเกี่ยวข้องกันหรือไม่

แผ่นดินไหวครั้งแรกเกิดขึ้นในภาคใต้ของเม็กซิโกเมื่อ 7 กันยายนที่ผ่านมา มีขนาด 8.1 แม็กนิจูด ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 90 คน อีกจุดเกิดขึ้นใกล้กรุงเม็กซิโกซิตี้ เมื่อ 19 กันยายน มีขนาด 7.1 ทำให้มีผู้เสียชีวิต (ข้อมูลวันที่ 25 ก.ย. 60) มากกว่า 300 คน

ในเบื้องต้นนักวิชาการมองว่า ไม่ใช่อาฟเตอร์ช็อค เพราะจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว อยู่ห่างกันมาก คือประมาณ 650 กิโลเมตร หากเป็นอาฟเตอร์ช็อค ควรจะห่างกันไม่เกิน 100 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม มีนักวิชาการชี้ว่า แผ่นดินไหวสองครั้งมีความเกี่ยวข้องกันจากแรงขับเคลื่อนให้เกิดแผ่นดินไหว เนื่องจากเม็กซิโกตั้งอยู่บนแผ่นเปลือกโลกขนาดใหญ่ 3 แผ่น แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 7 และ 19 กันยายน เกิดขึ้นเมื่อเปลือกโลก Cocos Plate ซึ่งอยู่ใต้พื้นมหาสมุทรแปซิฟิก มุดหรือแทรกลงไปใต้เปลือกโลกอีกแผ่นคือ North American Plate ซึ่งรองรับแผ่นดินส่วนใหญ่ของเม็กซิโก

สำหรับแผ่นเปลือกโลก Cocos plate มีการเบียดตัวชนกันในอัตราเกือบ 3 นิ้วต่อปี ทำให้มีการขยับตัวในลักษณะดันตัวลงแล้วยืดขยายออก จากนั้นก็จะดันตัวลงอีกซ้ำๆแบบนี้ ส่งผลให้เม็กซิโกเป็นประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวค่อนข้างบ่อย

หลังแผ่นดินไหวครั้งที่สอง แบบจำลองคอมพิวเตอร์ประเมินว่า จะมีผู้เสียชีวิตเกิน 200 คนและบาดเจ็บ 5,000 คน ซึ่งเป็นการประเมินขั้นต่ำ และจากตัวเลขจริงที่ออกมาถือว่าใกล้เคียงทีเดียว

ทีนี้ความสูญเสียที่เกิดจากแผ่นดินไหว จะมากน้อยแค่ไหน ต้องพิจารณาจากปัจจัยหลายอย่าง คือขนาดความรุนแรง และจุดศูนย์กลางอยู่ใกล้พื้นมากแค่ไหน ยิ่งใกล้ยิ่งรุนแรง และแผ่นดินไหววันที่ 19 กันยายน มีความเสียหายมากกว่าครั้งแรก เพราะว่าเกิดใกล้เขตเมือง คือกรุงเม็กซิโกซิตี้ ทำให้อาคารพังถล่มมากกว่า 50 หลัง และมียอดผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

ที่น่าเศร้าคือ เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเม็กซิโกซิตี้เพิ่งจัดซ้อมรับมือแผ่นดินไหว ในวาระครบรอบ 32 ปีแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 19 กันยายนปี 1985 ซึ่งครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตมากถึง 1 หมื่นคน บาดเจ็บ 3 หมื่นคน และไร้ที่อยู่อาศัยอีก 250,000 คน