แชร์โพสนี้

ประสบการณ์เลวร้ายในอดีต ช่วยสหรัฐฯ รับมือภัยพิบัติเฮอริเคน ฮาร์วีย์ เออร์มา ได้ดีกว่าเดิม

หลังเฮอร์ริเคน 2 ลูกใหญ่คือ ฮาร์วีย์ และ เออร์มา ได้พัดถล่มพื้นที่ชายฝั่งของสหรัฐฯ และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลล่าร์สหรัฐ อีกทั้งยังทำให้ชาวอเมริกันนับล้านในรัฐเท็กซัสและพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ ต้องละทิ้งบ้านเรือนไปอาศัยอยู่ในที่ปลอดภัย และมีผู้เสียชีวิตจากเฮอร์ริเคนทั้ง 2 ลูกรวม 85 ราย ซึ่งสะท้อนว่าสหรัฐฯ สามารถรับมือกับเฮอร์ริเคนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากยีงมีผู้เสียชีวิตคงที่แม้ว่าพายุจะรุนแรงถึงระ 4 และ 5 ก็ตาม

ไบรอัน วอลชอน ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธาและการอพยพหนีภัย มหาวิทยาลัยหลุยเซียน่า ให้เหตุผลว่า คนอเมริกันมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงและแก้ปัญหา หลังจากมีบทเรียนจากสองเหตุการณ์หลักคือ เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ที่นครนิวยอร์ค กรุงวอชิงตันและรัฐเพนซิลเวเนียในปี 2001 และเฮอร์ริเคนแคทริน่าในปี 2005 ที่ทำให้นิว ออร์ลีนส์ ทั้งเมืองจมอยู่ใต้น้ำและมีผู้เสียชีวิตกว่า 1,800 คน

เฮอร์ริเคนครั้งล่าสุด สำนักงานบริหารและจัดการภัยพิบัติ หรือ FEMA สามารถรับมือได้ค่อนข้างดีทีเดียว ซึ่งไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เกิดจากการที่รัฐบาลฝึกฝนอบรมเจ้าหน้าที่ตลอดช่วง 16 ปีที่ผ่านมา ทำให้ชาวอเมริกันเรียนรู้ รวมถึงปรับปรุงระบบการเตือนภัย, การพยากรณ์อากาศ, การอพยพผู้ประสบภัย การพัฒนาเทคโนโลยีด้านการก่อสร้างอาคารที่ทนทานต่อพายุ และเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ ที่ช่วยให้การสื่อสารและการเตือนภัยทำได้อย่างรวดเร็ว ทั้งหมดนี้มีบทบาทสำคัญที่ช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากเฮอร์ริเคนทั้งสองลูก

นอกจากนี้ อีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดจำนวนผุ้เสียชีวิตจากเหตุเฮอริเคนถล่มคือ การปรับปรุงโรงพยาบาล ด้วยการติดตั้งประตูระบายน้ำท่วม และย้ายเครื่องปั่นไฟให้อยู่ระดับสูงเหนือระดับน้ำ เพื่อไม่ให้เกิดไฟดับ

แต่ปัญหาที่ยังคงต้องถกเถียงกันต่อหลังจากนี้ คือ การสั่งอพยพประชาชนอพยพออกพื้นที่ต้องดูปัจจัยอะไรบ้าง เนื่องจาก นายกเทศมนตรีนครฮุสตันและหลายเมืองในรัฐเท็กซัส ตัดสินใจไม่สั่งบังคับอพยพ สวนทางกับผู้ว่าการรัฐฟลอริด้าที่เรียกร้องให้ประชาชนอพยพ รวมถึงในไมอามี่ ที่มีคำสั่งบังคับให้ประชาชนอพยพออกพื้นที่

อย่างไรก็ตาม มีบริษัทด้านเทคโนโลยีออกมาแสดงความเห็นว่า สหรัฐฯ ควรนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้เพื่อรับมือกับภัยพิบัติมากขึ้น

ไม่ใช่เพียงแค่เจ้าหน้าที่เท่านั่นที่มีส่วนช่วยรับมือภัยพิบัติที่เกิดขึ้น แต่การช่วยเหลือกันเองของประชาชนที่เป็นเพื่อนบ้านกัน ก็มีส่วนช่วยลดความสูญเสียได้เป็นอย่างมากอีกด้วย