หากพูดถึงวรรณกรรมจีนสุดโด่งดังเรื่องนี้ น้อยคนนักที่จะคิดโยง สามก๊ก เข้ากับ วิทยาศาสตร์ แต่รู้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้วในวรรณกรรมเรื่องดังกล่าวนั้นล้วนแฝงแง่มุม และวิธีจัดระเบียบความคิดของเหล่าบรรดากุนซือทั้งหลายให้เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น โจโฉ , ขงเบ้ง , สุมาอี้ , จิวยี่ หรือ บังทอง แต่ละคนก็จะมีกระบวนความคิดตามหลักวิทยาศาสตร์แตกต่างกันไป เพราะแนวคิดทางวิทยาศาสตร์นั้นไม่ใช่แค่การทดลอง แต่เป็นการจัดระเบียบแบบแผนเป็นขั้นเป็นตอน อย่างที่ ดร.ป๋วย อุ่นใจ นักคิด นักเขียน และนักชีวฟิสิกส์ ได้กล่าวเอาไว้ใน สามก๊ก ‘ปลุกชีวิต คิดการใหญ่’ ไลฟ์ทอล์ค

            วิทยาศาสตร์ที่เราทุกคนศึกษากันจะมีวิธีการอยู่ 5 ขั้นตอน นั่นคือ การกำหนดปัญหา ซึ่งได้มาจากการสังเกต หลังจากนั้นก็เริ่มตั้งสมมติฐาน ตรวจสอบสมมติฐาน วิเคราะห์ข้อมูล และสรุปข้อมูล ทั้ง 5 วิธีการง่าย ๆ นี้เองที่บรรดากุนซือของ สามก๊ก ต่างหยิบจับมาใช้ พวกเขาทั้งหมดล้วนมีความช่างสังเกตในบรรดาสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการทำศึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น หากปราศจากความช่างสังเกตแล้ว ก็ไม่อาจทำศึกได้รับชัยชนะได้ เหมือนครั้งที่ตั๋งโต๊ะ ต้องการจะผูกสัมพันธไมตรีกับซุนเกี๋ยน จึงได้ส่งลิยูไปเพื่อเจรจา โดยจะยกลูกสาวของตั๋งโต๊ะให้แต่งงานกับซุนกวน แต่ไม่ได้สืบหาข้อมูลมาว่าซุนกวนในตอนนั้นมีอายุเพียงแค่ 9 ขวบเท่านั้นเอง นี่ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ตัวอย่างของการขาดการสังเกตและรวบรวมข้อมูล

            ในขณะเดียวกันบุคคลที่ช่างสังเกตจนเป็นที่โจษจันทั่วทั้งใต้หล้าของ สามก๊ก เขาคือเจ้าของฉายามังกรหลับ หรือ ขงเบ้ง นั่นเอง ขงเบ้งใช้เวลากว่าค่อนชีวิตในการออกเดินทาง สังเกต และเก็บข้อมูล ประมวลผลทุกสิ่งอย่าง เพื่อรอพบกับนายเหนือหัวที่เขาสามารถไว้วางใจได้ จนได้พบกับ เล่าปี่ เขาจึงได้นำเอาแผนที่และข้อมูลที่เขารวบรวมทั้งหมดมากางให้เล่าปี่ดู ทำให้ผู้นำแห่งจ๊กก๊กที่ในเวลานั้นยังไม่มีอะไรเลยสามารถมองเห็นภาพได้ว่าเขาจะรวบรวมแผ่นดินจาก สามก๊ก เป็นหนึ่งเดียวได้อย่างไร ในขณะเดียวกันก็ทำให้ขงเบ้งได้รับฉายาว่าเป็น ผู้หยั่งรู้ฟ้า ดิน มหาสมุทร หากเป็นปัจจุบันเขาก็คงไม่ต่างจาก นักอุตุนิยมวิทยา

            “…ไอเดียหัวขบถ หรือ Disruptive Idea คนที่ชอบใช้คือ โจโฉ เขาได้สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้เอาไว้ในวุยก๊ก…( ดร.ป๋วย อุ่นใจ )

            เมื่อสังเกตจนสามารถรวบรวมข้อมูล และเห็นปัญหาได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ การตั้งสมมติฐานและทดสอบสมมติฐาน โดยในขั้นตอนนี้บทบาทที่เห็นชัดที่สุดก็คือ วิธีการทำงานของโจโฉ เขาเป็นนักปกครองที่ชาญฉลาด เมื่อต้องการประชุมหารือเกี่ยวกับแผนการรบ เขาจะดึงเอาบรรดาปราชญ์มากฝีมือให้มาระดมสมองกันเพื่อหาวิถีทางที่ดีที่สุด และอีกสิ่งหนึ่งที่โจโฉโดดเด่นก็คือ เขาไม่กลัวการทดลองไอเดียใหม่ ๆ ที่ฉีกแนวไปจากตำราที่หลายต่อหลายคนต่างพากันเชื่อถือ เช่นเดียวกับขงเบ้ง ที่คิดค้นนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการศึกของตนเอง กลายเป็นผู้สร้างนวัตกรรมที่หลายต่อหลายคนต่างพากันยกย่อง ไม่ว่าจะเป็น หน้าไม้กล, โคยนต์ หรือ ม้ากล

            หากจะพูดว่าสามก๊กเป็นวรรณกรรมที่ไม่อิงวิธีคิดทางวิทยาศาสตร์ก็คงไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะในทุกขั้นตอน หรือหลายต่อหลายกลศึกนั้นล้วนต้องผ่านวิธีคิดในแบบวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น ดังนั้นแล้ว คำกล่าวที่ว่า “อ่านสามก๊กครบสามจบ จะฉลาดเกินมนุษย์” ของท่าน ดร.ป๋วย อุ่นใจ ที่กล่าวไว้ตอนต้นก็คงจะไม่เกินความจริงนัก เพราะนอกจากการหยั่งรู้ในความคิดของมนุษย์ที่เราจะได้รับจากวรรณกรรมเรื่องนี้แล้ว เรายังได้รับวิธีคิดที่หลากหลายและครอบคลุม ครบถ้วนทั้งภาพแคบและภาพกว้าง ซึ่งทำให้ผู้ที่ศึกษาอย่างแตกฉานสามารถหยิบจับไปใช้ในชีวิตประจำวันได้แทบทั้งสิ้น ฉะนั้นแล้ว สามก๊ก จึงเหมาะจะเป็นวรรณกรรมที่ช่วยให้เราสามารถปลุกชีวิต เพื่อคิดการใหญ่ได้อย่างแท้จริง

Comments

comments