แชร์โพสนี้

Waste Runner 100 Days Challenge กับ GC เดินทางมาถึงวันที่ 100 แล้วกับบทสรุปการของแข่งขันเพื่อเฟ้นหาทีมผู้ชนะสุดยอดโมเดลจัดการ ผ่านชุมชนต้นแบบคุ้งบางกะเจ้า ในรอบตัดสิน “Waste Runner: Final Round ก้าวที่ร้อยสู่อนาคตขยะไทย

หลังจากที่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) GC ร่วมมือโครงการ OUR Khung BangKachao  จัดงาน Waste Runner 100 Days Challenge การแข่งขันสร้างโมเดลจัดการขยะในประเทศไทย เพื่อนําไปสู่การต่อยอดให้เกิดธุรกิจต้นแบบด้านการจัดการขยะใน พื้นที่ชุมชนคุ้งบางกะเจ้า โดยเปิดรับสมัครผู้สนใจและต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาขยะให้เกิดขึ้นจริง ผ่านการแข่งขัน เป็นระยะเวลา 100 วัน ที่มีการเปิดตัวไปอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 62 ที่ผ่านมานั้น ก็ได้เดินทางมาถึงบทสรุปการของแข่งขันแล้ว

โดยที่ผ่านมา ได้ทำการคัดเลือกทีมผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดเกือบ 80 ทีม ให้เหลือ 8 ทีม เพื่อนำเสนอโมเดลการจัดการขยะ ก่อนที่จะเฟ้นหา 3 ทีมสุดท้าย ให้ลงพื้นที่จริง ทำจริง ในบริเวณชุมชนคุ้งบางกะเจ้า และนำเสนอผลงานต่อหน้าคณะกรรมการอีกครั้งในวันตัดสิน เพื่อหาทีมผู้ชนะ

ซึ่งมีเกณฑ์การให้คะแนนแบ่งเป็น 4 หัวข้อ ได้แก่ ความเป็นไปได้ในการดำเนินการจริง ผลลัพธ์ในการจัดการขยะ ความยั่งยืน สุดท้ายคือ ความคิดสร้างสรรค์และการทำงานร่วมกับชุมชน และสำหรับทีมผู้ชนะเลิศอันดับที่ 1, 2, 3 จะได้รับเงินรางวัลจำนวน 100,000 บาท 50,000 บาท และ 30,000 บาท เพื่อไปพัฒนาและต่อยอดโครงการต่อไป

ล่าสุด วันที่ 24 สิงหาคม 2562 บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) GC ร่วมมือโครงการ OUR Khung BangKachao  จัดงาน “Waste Runner: Final Round “ก้าวที่ร้อยสู่อนาคตขยะไทย” ที่นับเป็นบทสรุปของการแข่งขัน  โดยให้ 3 ทีมสุดท้ายที่ได้ลงพื้นที่จริง ทำจริง นำเสนอผลงานของตนเองต่อหน้าคณะกรรมการเพื่อตัดสิน หาทีมผู้ชนะ

คุณวราวรรณ ทิพพาวนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกิจการองค์กร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กล่าวว่า ตั้งแต่เริ่มต้นการแข่งขัน Waste Runner 100 Days Challenge สิ่งที่ GC มุ่งเน้นจะให้เกิดขึ้นมาโดยตลอดคือการระดมความคิดในการจัดทำโมเดลการจัดการขยะ ที่สนับสนุนหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ  Circular Economy อย่างครบวงจร รวมถึงการให้ความรู้เพื่อส่งเสริมให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งแนวทางแก้ไขต้องเริ่มที่การปลูกฝังจิตสำนึก แต่ต้องเป็นวิธีการบางอย่างที่สามารถสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจัดการขยะ

รวมถึงการนำขยะเหล่านั้นกลับมาเพิ่มมูลค่า โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้าใจว่าขยะมีมูลค่า และต้องได้รับการจัดการที่เหมาะสม ซึ่งเรื่องนี้ GC ไม่สามารถทำได้โดยลำพัง แต่จำเป็นต้องอาศัยพลัง และความมุ่งมั่นจากทุกภาคส่วน และทาง GC มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นพลังของคนรุ่นใหม่ ที่ได้ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจ เพื่อร่วมกันหาทางออกสำหรับปัญหาการจัดการขยะในประเทศ

โดยเฉพาะ 3 ทีมสุดท้ายของการแข่งขัน ที่มุ่งพัฒนาโมเดลการจัดการขยะให้สามารถนำไปปรับใช้ในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าได้อย่างเป็นรูปธรรม  ที่นอกจากจะได้เห็นศักยภาพ ความใส่ใจ และความมุ่งมั่นของแต่ละทีมในโครงการนี้แล้ว ความตั้งใจของทั้ง 3 ทีมยังได้สร้างแรงบันดาลใจให้ภาคส่วนต่างๆ เกิดความตระหนัก และเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการหาทางออกให้กับสังคมไทย

คุณวราวรรณ กล่าวอีกว่า สำหรับทั้ง 3 ทีม และผู้สมัครเข้าร่วมโครงการนี้ทั้งหมดรวมประมาณ 80 ทีมเป็นพลังของคลื่นลูกใหม่ ที่สะท้อนความหวังในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยอย่างแท้จริง และวันนี้ 3 ทีม ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การสร้างความเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องทำในฐานะหน่วยงานภาครัฐ เอกชน หรือองค์กรใดๆ แต่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคนตัวเล็กๆ ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้

และถึงแม้ว่างานนี้ จะครบตามระยะเวลาของโครงการ คือ 100 วันแล้ว แต่ก็เป็นเพียงช่วงสุดท้ายของงานเท่านั้น เพราะ GC จะไม่หยุดเพียงเท่านี้ และแน่นอนว่าเราจะมีเป้าหมายที่ชัดเจนที่สูงขึ้น และยากขึ้นเรื่อยๆ ต่อไป ซึ่งส่วนตัวแล้วมองว่าได้เห็นสังคมมีความตระหนักถึงการลดใช้พลาสติกมากขึ้นเรื่อยๆ ได้เห็นแนวร่วมมากมาย แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะตอบโจทย์ทั่วทั้งประเทศ ซึ่งนั่นจะเป็นโจทย์ให้ GC ต่อไป

“Waste Runner 100 Days Challenge นับว่าเป็นต้นแบบที่ดี ที่อย่างน้อยมันจะสามารถจุดประกายให้กับคนรุ่นใหม่ หรือใครที่อยากเอาแนวคิดเหล่านี้ไปเดินต่อได้ และ GC ในฐานะภาคเอกชนที่เล็งเห็นความสำคัญของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ก็พร้อมที่จะสนับสนุนความมุ่งมั่นเหล่านี้ต่อไป” คุณวราวรรณ กล่าว

คุณชยุตม์ สกุลคู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท แทคท์ โซเชียล คอนซัลติ้ง กล่าวว่า 100 วันที่เกิดขึ้นมาในโครงการจึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะกระตุ้นให้หลายๆ คนที่มีความใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาเริ่มต้นสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เป็นเส้นทางของตนเอง โดยทั้ง 3 แนวคิดที่เกิดขึ้นมา เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกัน ทั้งต้องลดการใช้พลาสติก ประเภทใช้ครั้งเดียว (single use) มีการจัดการขยะอินทรีย์ เพื่อให้ขยะที่เหลืออยู่ไปใช้ประโยชน์ พร้อมขายได้

คาดว่าในอีก 3 ปี เป้าหมายการจัดการขยะในบางกะเจ้าจะสำเร็จได้ และนำไปสู่การพัฒนาใน ซีซั่น 2 โดยเปลี่ยนโจทย์จากโมเดลชุมชน สู่โมเดลออฟฟิศ โมเดลคอนโดฯ แก้ปัญหาขยะในเขตพื้นที่เมือง 

 คุณชยุตม์ กล่าวอีกว่า จากผลลัพธ์ของทั้ง 3 ทีมที่ร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงในชุมชนคุ้งบางกะเจ้า และเรื่องราวของ Speaker อีก 3 ท่าน ล้วนเริ่มต้นจากวันที่ไม่มีอะไร แล้วค่อยๆ ทุ่มเทสร้างเส้นทางของตนเองขึ้นมา ทาง Tact จึงอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่บางกะเจ้า และอยากให้ผู้ที่มีความสนใจ และมีความมุ่งมั่นด้านการจัดการขยะเหมือนกัน ให้เริ่มต้นด้วยตนเอง

          “ผมอยากชวนทุกคนให้กล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ โดยอาจจะเริ่มต้นจากตัวเอง ครอบครัว หรือที่ทำงาน ขอเพียงใส่ความเชื่อ และความพยายามลงไป ไม่ว่าใครก็สามารถสร้างเส้นทางที่แตกต่างที่เป็นของตนเองได้ ดังนั้นจึงอยากให้บุคคลเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจ และสร้างความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้กับทุกคน” คุณชยุตม์ กล่าว

ซึ่งทีมผู้ชนะเลิศในการแข่งขันครั้งนี้ก็คือ ทีม Orgafeed โมเดลเพาะเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย ลดขยะอินทรีย์ และค่าใช้จ่ายการในการใช้อาหารสัตว์ ส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกร

โดยทีม Orgafeed กล่าวว่า  เลือกใช้ ‘หนอนแมลงวันลาย’ สิ่งมีค่าที่ถูกมองข้าม ได้ยินชื่อหนอน อาจจะดูเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่น่ารัก แต่สกิลของเจ้าหนอนแมลงวันลายนี้ สามารถ ‘กินขยะอินทรีย์’ ได้เป็นจำนวนมาก (100 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กรัมเลยทีเดียว) ซึ่งผลลัพธ์ที่จะได้ก็คือ ‘ปุ๋ย’ และ ‘โปรตีนชั้นดี’

หนอนแมลงวันลายเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ เป็นที่ต้องการของตลาด และในอุตสาหกรรมอีกด้วย Orgafeed เล็งเห็นว่า หากเรานำการเลี้ยงหนอนแมลงวันลายให้เป็นที่รู้จักในวงการการเกษตรแล้ว เจ้าหนอนแมลงวันลายนี้ จะช่วยลดต้นทุนการเกษตร จากการใช้โปรตีนที่ได้จากหนอนเป็นอาหารของสัตว์ (ปัจจุบัน เกษตรกรรมในประเทศไทย ผลิตอาหารสัตว์โดยใช้ กากถั่วเหลืองและปลาป่น ซึ่งส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมากและยังขาดความยั่งยืนอีกด้วย) โมเดลการเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย ช่วยลดต้นทุนเกษตรกร และสร้างเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ที่สำคัญที่สุด คือช่วยลดขยะแบบที่เราเองก็คาดไม่ถึงมาก่อน ลงทุนต่ำ ได้ประโยชน์มาก ช่วยสร้างเศรษฐกิจยั่งยืน

สำหรับ 100 วันกับการลงพื้นที่แก้ปัญหา ผลตอบรับที่เกิดขึ้นจากชาวบ้านนั้นถือว่าดีมาก แต่ในระหว่างทาง ก็ต้องยอมรับว่าเกิดปัญหาหน้างานอยู่ไม่น้อย ซึ่งก็สามารถผ่านออกมาได้ ขณะนี้มี 4 ครอบครัวในชุมชนได้เริ่มเลี้ยงหนอนฯ ซึ่งเราจะไม่หยุดแค่นี้ จะเดินหน้าลงพื้นที่ให้ความรู้เพื่อขยายโมเดลนี้สู่ครอบครัวอื่นๆ ในชุมชน จนกว่าคุ้งบางกะเจ้า จะกลายเป็นแหล่งเรียนรู้หนอนแมลงวันลายต่อไป และในอนาคตคิดว่า คงไม่มีปัญหาในการขยายโมลเดลนี้ออกสู่ชุมชนอื่นๆ และพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ

ทีม Orgafeed ยังกล่าวอีกว่า “และในส่วนของทีมวันนี้รู้สึกประทับใจมาก และอย่างแรกก็คืออยากขอบคุณทาง GC ที่ได้จัดโครงการดีๆ แบบนี้ขึ้นมา และขอบคุณไปยังชาวบ้านที่คุ้งบางกะเจ้าทุกคนที่ได้เข้าร่วมการโมเดลของเรา ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่ประสบความความสำเร็จของเรา ที่ได้นำองค์ความรู้ที่ปกติได้ใช้แค่ในมหาวิทยาลัย ก็สามารถมีโอกาสนำออกมาใช้ และออกสู่สายตาคนทั่วไปได้จริงๆ”

สำหรับทีมที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 คือ ทีม Zero Journey โมเดลลดใช้พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use plastics) และโฟมในแหล่งท่องเที่ยว โดยสร้างเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงเครือข่ายร้านค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวโดยการสร้างจุดคัดแยกขยะและใช้ Zero Journey Kit ที่พกพาไปได้ทุกที่ เพื่อลดขยะจากการท่องเที่ยว

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 คือ ทีม TRASH โมเดลแพลตฟอร์มส่งเสริมการคัดแยกขยะและบริการกําจัดขยะครบวงจรในชุมชน โดยนําขยะมาเพิ่มมูลค่าผ่านกระบวนการ Upcycling สร้างนิสัยการแยกขยะให้คนในชุมชนคุ้นชินและทำเป็นกิจวัตรผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น เปลี่ยนขยะเป็นเงิน ยิ่งแลก ยิ่งดี ยิ่งแยก ยิ่งมีมูลค่ามาก 

โดยโมเดลทั้งหมด GC จะนำพัฒนาและไปต่อยอด รวมทั้งวางแผนกลยุทธ์ในการพัฒนาพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าอย่างยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อชุมชนต่อไป

นอกจากที่จะมีการนำเสนอผลงานของผู้เข้าแข่งขัน และประกาศผลการตัดสินแล้วนั้นแล้วนั้น ก็ยังมี Speaker อีก 3 ท่าน ที่มาสร้างแรงบันดาลใจดีๆ เติมไฟให้กับคนที่อยากเริ่มต้นลงมือทำอะไรดี ๆ ในหัวข้อ “Run Your Own Race” เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการขยะในแบบของตัวเอง ผ่านตัวแทน ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วจากการลงมือทำจริง ได้แก่ คุณชนินทร์ ศรีสุมะ (น้ำมนต์) ผู้ก่อตั้ง Refill Station ร้านปั๊มน้ำยาแห่งแรกของประเทศไทย, คุณรพีพัทธ์ รัตนเตมีย์ (น้องกันน์) เยาวชนวัยเพียง 14 ปี ผู้คว้ารางวัล เหรียญทองเกียรติยศจากเวที 44th International Exhibition of Inventions of Geneva 2016จากผลงาน “Eco-Green Bin” และ คุณธนบูรณ์ สมบูรณ์ (เอซ) ผู้ก่อตั้ง เพจ Greenery Challenge และ Greenery Market

สำหรับผู้ที่สนใจโครงการ Waste Runner 100 Days Challenge “ร้อยวันรันวงการขยะ” สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ : Facebook Waste Runner https://www.facebook.com/wasterunnerchallenge/ หรือ Website  : wasterunnerchallenge.com