ประวัติ ‘หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ’ พระเกจิอาจารย์อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่

วันที่โพส
จำนวนผู้เข้าชม
121 ครั้ง

แชร์โพสนี้

พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ) หลวงพ่อคูณ

          เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่เป็นกรณีพิเศษ พระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) ณ ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่นและฌาปนสถานชั่วคราว วันหนองแวง พระอารมหลวง บริเวณด้านหลังพุทธมณฑลอีสาน (21 – 30 มกราคม 2562)

ชีวประวัติ

พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ)

พระเกจิอาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ และอดีตที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 11

ชาติกำเนิด

          คูณ ฉัตร์พลกรัง (หลวงพ่อคูณ) เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2466 ตรงกับแรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน ที่บ้านไร่ หมู่ที่ 6 ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เป็นบุตรชายคนโตของนายบุญ และ นางขาว ฉัตร์พลกรัง ซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นครอบครัวชาวนา มีน้องสาวร่วมบิดามารดาสองคน คือ นางคำมั่น วงษ์กาญจนรัตน์ และ นางทองหล่อ เพ็ญจันทร์

ชีวิตในวัยเด็ก

          โยมแม่เสียชีวิตตั้งแต่หลวงพ่ออายุได้ 11 ขวบ โยมพ่อได้นำไปฝากเป็นศิษย์วัดบ้านไร่เพื่อให้เรียนหนังสือกับพระสงฆ์ อาจารย์เชื่อม วิธโร พระอาจารย์ฉาย และ พระอาจารย์หลี พระอาจารย์ที่วัด ทั้งสามท่านตั้งใจสอนอย่างจริงจัง ทั้งวิชาภาษาไทย ภาษาขอม ทั้งยังสอนวิชาคาถาอาคม เพื่อป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ ให้ด้วย ทำให้หลวงพ่อตั้งใจเรียนจนได้มีความรู้มาตั้งแต่บัดนั้น

ชีวิตในวัยรุ่น

          ในวัย ๑๖ ปี หลวงพ่อได้ออกจากวัดบ้านไร่ไปอยู่ในความอุปการะของน้าชายและน้าสะใภ้ หลวงพ่ออยากเป็นนักแสดงเพลงโคราช หรือที่เรียกว่า หมอเพลง ตามความนิยมของหนุ่มสาวโคราชสมัยนั้น จึงได้เดินทางด้วยเท้า 5 วัน 5 คืน พร้อมคนในหมู่บ้านจํานวนหนึ่งไปยังบ้านมะระ ตําบลดอนชมพู อําเภอโนนสูง ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ครูสน ได้ความรู้และบทเพลงเกี้ยวพาราสีจากครูมาหนึ่งบท จากนั้นได้ตัดสินใจลาครูกลับบ้าน

          หลวงพ่ออยากคบนักเลงดูบ้าง นักเลงสมัยนั้นเป็นที่เกรงขาม ได้รับการยอมรับและยกย่องว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ จึงได้ลองคบกับนักเลงโตตามหมู่บ้าน นักเลงเหล่านั้นนอกจากทำตัวเกะกะระรานผู้อื่น แล้วยังลักขโมยสัตว์เลี้ยงอย่างวัวควายไปฆ่าชำแหละเนื้อมาแบ่งปันกันอีกด้วย แต่เดชะบุญที่หลวงพ่อมีจิตสำนึกที่ดีงาม สามารถแยกแยะความดีความเลวได้ จึงไม่ได้ถลำตัวและรักษาตนให้รอดพ้นจากวัยอันตรายได้อย่างปลอดภัย

ชีวิตชาวนา

          น้าชายและน้าสะใภ้มีอาชีพทำนา เป็นอาชีพที่ต้องใช้แรงกายเป็นหลัก หลวงพ่อได้ช่วยน้าทั้งสองทำงานตามกำลังความสามารถโดยตลอด จนวันหนึ่งร่างกายที่ปวดระบมไปทั้งตัวจนสุดที่จะทนได้ จึงได้ทอดกายนอนพาดบนคันนาเป็นเวลานาน ได้ยินน้าสะใภ้พูดว่า “ถ้าไม่ไหวก็ไปบวชเสียไป” หลวงพ่อจึงตอบไปว่า “น้าคอยดูเด้อ หากฉันได้บวชแล้ว ขอรับรองว่าฉันจะไม่ยอมสึกเป็นอันขาด จะบวชจนตายเลยแหละ”

อุปสมบท บวชเรียน

          เมื่ออายุได้ 21 ปี ได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ่ ตำบลกุดพิมาน อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2487  (บางตำราระบุว่า 2486) เดือน 6 ปีวอก พระครูวิจารยติกิจ อดีตเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สุข วัดโคกรักษา เป็นกรรมวาจาจารย์ พระอุปัชฌาย์(พระครูวิจารยติกิจ) ให้ฉายาว่า ปริสุทฺโธ หลวงพ่อได้ศึกษาพระธรรมวินัยจากหลวงพ่อคง พุทธฺสโร และเป็นศิษย์หลวงพ่อแดงที่มีชื่อเสียงด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน ซึ่งหลวงพ่อได้ตั้งใจฝึกปฏิบัติเป็นอย่างดีและสม่ำเสมอ

          หลังจากนั้น ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดงวัดบ้านหนองโพธิ์ ตำบลสำนักตะคร้อ อำเภอด่านขุนทดซึ่งเป็นพระนักปฏิบัติด้านคันถธุระ และวิปัสสนาธุระอย่างเคร่งครัด และเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เรืองวิทยาคม เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาทั่วไป หลวงพ่อคูณได้ตั้งใจร่ำเรียนพระธรรมวินัยและปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อแดงมานานจนหลวงพ่อแดงได้นำท่านไปฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อคง พุทธสโร ซึ่งเป็นสหายที่มักแลกเปลี่ยนธรรมะและวิชาอาคมต่าง ๆ กันอยู่เสมอ หลวงพ่อคูณจึงได้เรียนวิชาทั้งทางธรรมและทางไสยศาสตร์ เป็นการสอนพระธรรมคู่กับการปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน เน้นการมีสติ ระลึกรู้พิจารณาอารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบและให้เกิดการรู้เท่าทันในอารมณ์นั้น และสอนพระกัมมัฏฐานโดยใช้หมวดอนุสติ ด้วยการกำหนดความตาย เป็นอารมณ์ (มรณสติ) เพื่อให้เกิดการรู้เท่าทัน ไม่หลงในอารมณ์ รูป รส กลิ่น เสียง ไม่ประมาทในความโลภ โกรธ หลง จนมีความรู้ชำนาญในการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างดี หลวงพ่อคงจึงแนะให้หลวงพ่อคูณออกธุดงค์จาริกไปตามป่าเขา เพื่อฝึกปฏิบัติธรรมขั้นสูงต่อไป

           หลวงพ่อคูณได้เดินธุดงค์จากเขตจังหวัดนครราชสีมา และไกลออกไปเรื่อย ๆ จนถึงป่าลึกในประเทศกัมพูชาและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อทำความเพียรให้หลุดพ้นจากกิเลสตัณหาและอุปาทานทั้งปวง ก่อนจะกลับวัดบ้านไร่ ในปี พ.ศ. 2495 และได้เริ่มบูรณะพัฒนาวัดบ้านไร่ จากการชวนชาวบ้านช่วยกันตัดไม้มาสร้างอุโบสถ ในปี พ.ศ. 2496 (ซึ่งต่อมาได้รื้อสร้างใหม่ ได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2538) หลังจากนั้นหลวงพ่อคูณได้มีส่วนสำคัญในการขุดสระน้ำสร้างกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญในวัดบ้านไร่ และได้บริจาคทุนทรัพย์ในการสร้างโรงพยาบาล โรงเรียนอีกหลายแห่ง รวม ทั้งการบริจาคปัจจัยช่วยเหลือด้านสาธารณกุศลและมูลนิธิต่าง ๆ อยู่เสมอ

          แต่เดิมหลวงพ่อตั้งใจจะบวชเพียง 3 พรรษา แต่ภาพความยากลำบากในอดีตของตนเองและผู้คนในบ้านเกิด ทำให้ต้องครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาว่า

“ทำอย่างไรจะช่วยคนเหล่านั้นให้พ้นทุกข์ได้”

“อันตัวกูก็ต่ำต้อยน้อยค่าอย่างนี้ ถ้าสึกออกไปจะทำประโยชน์อะไรให้คนในแผ่นดิน

ลำพังการเลี่ยงตัวเองก็จะเอาตัวไม่รอด แต่การบวชเรียนถือศีลอยู่

หากมีความรู้ มีคุณธรรม อาจจะช่วยเหลือเกื้อกูลพวกเขาให้พ้นวิบากกรรมได้มากกว่า”

หลวงพ่อจึงได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะอุทิศกายถวายชีวิตบวชเพื่อพระพุทธศาสนาตลอดไป

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : Khon Kaen University 

หนังสืออาจาริยานุสรณ์ พระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ) เล่มใหญ่ (100 หน้า)