กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และจีซี นำ 30 เชฟชุมชนจากทั่วประเทศ โชว์เมนูอาหารถิ่น “โครงการเชฟชุมชนเพื่อท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน” แก่นายกรัฐมนตรี พร้อมชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสอาหารถิ่นรสเด็ดต้อนรับปีใหม่ 2562 ณ ร้านเชฟชุมชนทั่วประเทศ

วันที่โพส
จำนวนผู้เข้าชม
24 ครั้ง

แชร์โพสนี้

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และจีซี นำ 30 เชฟชุมชนจากทั่วประเทศ

โชว์เมนูอาหารถิ่น “โครงการเชฟชุมชนเพื่อท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน” แก่นายกรัฐมนตรี

พร้อมชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสอาหารถิ่นรสเด็ดต้อนรับปีใหม่ 2562 ณ ร้านเชฟชุมชนทั่วประเทศ

 

               นายวีระศักดิ์  โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำผู้บริหารหน่วยงานร่วมดำเนินงานโครงการฯ ประกอบด้วย นายทวีศักดิ์  วาณิชย์เจริญ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา  เชฟชุมพล  แจ้งไพร มิชลินสตาร์เชฟอาหารไทย นางวราวรรณ ทิพพาวนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกิจการองค์กร บริษัท พีทีที  โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) และ นายทวีพงษ์  วิชัยดิษฐ รักษาการผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน)  พร้อมด้วยเชฟชุมชน จำนวน 30 ชุมชนจากทั่วประเทศไทย นำเสนอผลงานเมนูเด็ดท้องถิ่น ที่ได้รับการยกระดับมาตรฐาน พร้อมนำเสนอแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ได้ส่งเสริมให้เชฟชุมชนมีความตระหนักต่อการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า จากโครงการเชฟชุมชนเพื่อท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน เพื่อส่งเสริมนโยบายการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) และการท่องเที่ยว เพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Tourism) นอกจากนี้ยังได้เชิญ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ร่วมปรุงเมนูอาหารถิ่นกับตัวแทนเชฟชุมชน และเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้เดินทางไปสัมผัสรสชาติอาหารถิ่นอันมีเอกลักษณ์เฉพาะ และสัมผัสวิถีชีวิตชุมชน ณ ร้านอาหารเชฟชุมชนทั่วประเทศไทยที่เข้าร่วมโครงการฯ ด้วย

 

                กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ร่วมตอกย้ำนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร จัดทำโครงการ “เชฟชุมชนเพื่อท่องเที่ยวไทย อย่างยั่งยืน” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ที่มุ่งส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารให้กับประเทศไทย ยกระดับมาตรฐานอาหารไทยของชุมชน พร้อมสร้างเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารอย่างเป็นรูปธรรม และกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมีองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ร่วมเป็น ที่ปรึกษาและให้คำแนะนำระบบการพัฒนาชุมชนอย่างใกล้ชิด

               โครงการเชฟชุมชนเพื่อท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน เป็นการต่อยอดและนำโมเดลการพัฒนามาจากโครงการเชฟชุมชนชวนกินถิ่นระยอง ซึ่ง GC ได้ริเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 และประสบความสำเร็จในการพัฒนาความสามารถให้กับเชฟชุมชนในจังหวัดระยอง มีการกระจายรายได้ และเกิดแหล่งท่องเที่ยวเชิงอาหารแห่งใหม่ของชุมชน นอกจากนี้  ยังได้ต่อยอดความยั่งยืนร่วมกับสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องให้กับชุมชนด้วย ในปี 2561 นี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจึงเกิดแนวคิดในการขยายผลการพัฒนาเชฟชุมชน และร้านอาหารเชฟชุมชนในทุกภาคทั่วประเทศไทย ตั้งแต่เชียงแสนไปจนถึงเบตง  ซึ่งนอกจากชุมชนเหล่านี้จะได้องค์ความรู้ในการประกอบอาหารไทยและธุรกิจร้านอาหารในชุมชนแล้ว ยังได้เครือข่ายชุมชนจากทุกภาคทั่วประเทศไทยเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวในชุมชนระหว่างกัน   

                นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า  “การสร้างร้านอาหารเชฟชุมชน เป็นเสมือนการสร้างอุปทานให้กับธุรกิจท่องเที่ยวในเรื่องการท่องเที่ยว เชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หรือการท่องเที่ยวสีเขียว (Green Tourism) เพราะในปัจจุบันความต้องการของนักท่องเที่ยวมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ทั้งนี้ การอยู่บนรากฐานของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด โดยร้านอาหารเชฟชุมชนจะต้องมุ่งเน้นอัตลักษณ์และคุณภาพ ของอาหาร รวมถึงความสุขที่ทั้งนักท่องเที่ยวและคนในชุมชนจะได้รับได้สองฝ่าย มีการสืบทอดสูตรเมนู อาหารถิ่นไปยังลูกหลานคนรุ่นหลัง เพื่อรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นอันมีคุณค่า และสืบทอดต่อไปรุ่นต่อรุ่น ทั้งนี้ คาดหวังให้ร้านอาหารเชฟชุมชนพัฒนาไปข้างหน้าด้วยกัน มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างชุมชน แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และวัตถุดิบท้องถิ่นระหว่างชุมชน ซึ่งจะทำให้ชุมชนเติบโตไปด้วยกันอย่างมีความสุขและยั่งยืน”  

              นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท  พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “GC ได้ให้การสนับสนุน โดยการนำนวัตกรรมด้านบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ในโครงการ ส่งเสริมด้านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ และต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้กับชุมชน โดยได้จัดทำบรรจุภัณฑ์แบบใช้ซ้ำได้ ลิมิเต็ด อิดิชั่น ในคอลเลคชั่น Rethink #คิดก่อนเท ให้กับเชฟชุมชน เพื่อบรรจุอาหารสำหรับจำหน่ายให้กับลูกค้าที่นำกลับบ้าน ซึ่งเป็นโปรโมชั่นพิเศษช่วงเปิดร้าน โดยบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวสามารถใช้ซ้ำได้อย่างปลอดภัย สามารถนำเข้าเตาไมโครเวฟโดยเปิดฝาอุ่นได้ถึง 120 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ยังส่งเสริมการใช้บรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวที่ผลิตจากพลาสติกชีวภาพย่อยสลายได้ BioPBS™ ซึ่งเหมาะกับการจัดกิจกรรมพิเศษ สามารถทิ้งไปพร้อมๆ กับขยะอินทรีย์หรือเศษอาหาร โดยสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยองค์ประกอบที่เหมาะสมภายใน 180 วัน พร้อมกันนี้ยังได้สร้างจิตสำนึกการรักษาสิ่งแวดล้อม และการใช้ชีวิตตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น โดยการจัดทำชั้นวางจำหน่ายสินค้าของฝากให้กับชุมชน ซึ่งผลิตจากกล่องนมรีไซเคิล และจัดทำชุดแต่งกายเชฟชุมชนที่ผลิตจากเส้นใย ขวดพลาสติก (PET) รีไซเคิล รวมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ถูกวิธี การคัดแยกและทิ้งขยะอย่างถูกต้อง เพื่อเป็นการตอกย้ำและปลูกจิตสำนึกให้เชฟชุมชนมีแนวคิดการใช้ทรัพยากร   อย่างคุ้มค่าที่สุด”

                สำหรับเชฟชุมชนที่เข้าร่วมโครงการนั้น ได้รับการคัดเลือกจากชุมชนที่ได้รับการพัฒนาจากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) โดยมีเซเลบริตี้เชฟและจิตอาสาชื่อดัง ลงพื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างชุมชน และพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ร่วมกัน พร้อมพัฒนาเมนูเด็ดของท้องถิ่นที่รังสรรค์โดยเชฟชุมชน ให้มีมาตรฐานทั้งในด้านรสชาติ ภาพลักษณ์ คุณภาพ และความสะอาด ตลอดจนจัดฝึกอบรมและปฏิบัติการพัฒนาเมนูอาหารถิ่นและเมนูอาหารไทยสำหรับนักท่องเที่ยว (Amazing Thai Taste) นำโดยเชฟชุมพล  แจ้งไพร มิชลินสตาร์เชฟอาหารไทย เชฟเดวิด  ทอมป์สัน  มิชลินสตาร์เชฟอาหารไทยคนแรกของโลก มาดามนูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ เชฟหญิงไทยผู้สร้างร้านอาหารไทย บลู เอเลฟเฟ่นท์ อาจารย์วันดี  ณ สงขลา อาจารย์แม่แห่งวงการอาหารไทย เชฟนิก วิพิทธิจักษ์ พิทยานนท์ นักออกแบบอาหารโด่งดังระดับโลก เชฟแอนดี้  ยังเอกสกุล มิชลินสตาร์เชฟอาหารไทย เป็นต้น

              ทั้งนี้ 30 เชฟชุมชนดังกล่าว ได้จัดตั้งร้านอาหารเชฟชุมชนและร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ที่คงเอกลักษณ์และวิถีชุมชน ซึ่งตั้งอยู่ทั้งในเมืองหลักและเมืองรองทั่วประเทศไทย อันจะก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชน และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยพร้อมให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวภายในต้นปี 2562 พร้อมกันทั่วประเทศ