แชร์โพสนี้

 

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เหรียญกษาปณ์หมุนเวียนสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่จะนำออกจ่ายแลกในระบบเศรษฐกิจในวันที่ 6 เม.ย.นี้ ทั้ง 9 ชนิดราคานั้น กรมธนารักษ์ได้ออกแบบเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

โดยด้านหน้าเหรียญทุกชนิดราคา กลางเหรียญมีพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ผินพระพักตร์ทางเบื้องขวา ทรงฉลองพระองค์เต็มยศทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉลองพระองค์ครุยมหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์และสายสร้อยจุลจอมเกล้า เบื้องขวามีข้อความว่า “มหาวชิราลงกรณ” เบื้องซ้ายมีข้อความว่า “รัชกาลที่ 10”

ส่วนด้านหลังเหรียญทุกชนิดราคา กลางเหรียญมีอักษรพระปรมาภิไธย วปร ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ เบื้องบนมีข้อความว่า “ประเทศไทย” และคำว่า “พ.ศ.” และเลขของปี พ.ศ. ที่จัดทำเหรียญ เบื้องล่างมีข้อความบอกชนิดราคาของเหรียญ สำหรับเหรียญชนิดราคา 5 บาท และ 50 สตางค์ ลวดลายด้านหน้าและด้านหลังของเหรียญวงในเป็นรูปสิบเหลี่ยม

ทั้งนี้ กรมธนารักษ์ พร้อมออกใช้และจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ประกอบด้วยเหรียญชนิดราคา 10 บาท 5 บาท 2 บาท 1 บาท 50 สตางค์ และ 25 สตางค์ ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2561 เป็นต้นไป เวลา 08.30-15.30 น. ณ หน่วยรับและจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ กรมธนารักษ์ และหน่วยรับจ่ายแลกทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตามเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนดังกล่าวจะยังคงใช้ควบคู่กับเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรได้เช่นเดิม ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกักตุนเหรียญเพื่อการสะสม แต่ยอมรับในอนาคตปริมาณการใช้เงินสด ทั้งธนบัตรและเหรียญกษาปณ์จะปรับตัวลดลง เนื่องจากประชาชนหันมาใช้ระบบ E-payment มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตเงินสดเหล่านี้ลดลง โดยปัจจุบันการใช้ระบบ E-payment ในภาครัฐ สามารถประหยัดงบประมาณลงได้ปีละ 10,000 ล้านบาท ซึ่งหากรวมการลดการใช้เงินสดของภาคประชาชนด้วย จะทำให้ลดต้นทุนการผลิตเงินสดได้หลายหมื่นล้านบาท