เปิด 4 ข้อเสนอ TDRI ทำ “อูเบอร์-แกร็บคาร์” ให้ถูกกฎหมาย แนะเลี่ยงแก้พ.ร.บ.เหตุใช้เวลานาน

วันที่โพส
จำนวนผู้เข้าชม
110 ครั้ง

แชร์โพสนี้

นายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ทีดีอาร์ไอได้ส่งผลการศึกษาเรื่องระบบร่วมเดินทาง (Ride Sharing) เช่น อูเบอร์ หรือแกร็บคาร์ ให้กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) แล้ว โดยผลการศึกษาดังกล่าวได้พิจารณาตัวอย่าง จากหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ก่อนสรุปเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับประเทศไทย

เป้าหมายคือประชาชนยังมีระบบไรด์แชร์ริ่ง เป็นทางเลือกในการเดินทาง แต่ภาครัฐสามารถควบคุมคุณภาพของไรด์แชริ่งได้ และต้องดูแลไม่ให้ไรด์แชริ่งได้เปรียบกลุ่มรถแท็กซี่เดิม ขณะเดียวกันต้องกระตุ้น รถแท็กซี่ปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้นด้วย โดยผลการศึกษาได้เสนอแนวทางดำเนินการที่เหมาะสม 4 ด้าน ได้แก่

1. ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นไรด์แชริ่งจะต้องขึ้นทะเบียนกับภาครัฐ เพื่อให้กำกับดูแลในด้านต่างๆ เช่น อัตราค่าใช้จ่ายและค่าโดยสาร การจัดการ กับข้อร้องเรียน เป็นต้น
2. ผู้ขับรถไรด์แชริ่งต้องมีใบขับขี่สาธารณะ เพราะไม่ได้ขับรถยนต์ส่วนบุคคลหรือรถป้ายดำเพียงอย่างเดียว
3. รถป้ายดำที่ให้บริการไรด์แชริ่งต้องจดทะเบียนแจ้งกับกรมการขนส่งทางบกและต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากปกติ
4. แอพพลิเคชั่นไรด์แชริ่งต่างๆ ต้องเพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัย เช่น ทำประกันภัยความเสี่ยงจากการเดินทาง หรือเพิ่มปุ่มฉุกเฉินในแอพพลิเคชั่น คล้ายกับโครงการรถแท็กซี่โอเค/วีไอพีของกรมการขนส่งฯ ที่กำหนดให้แท็กซี่ทุกคันต้องติดตั้งปุ่มฉุกเฉินภายในตัวรถ เป็นต้น นอกจากนี้รถป้ายดำที่ให้บริการ รด์แชริ่งจะต้องตรวจสภาพถี่ขึ้น จากเดิม 7 ปีต่อครั้ง เป็นตรวจสอบสภาพทุกปี

ขั้นตอนหลังจากนี้ ทีดีอาร์ไอจะต้องหารือกับกรมการขนส่งฯ ว่ามีความคิดเห็นเพิ่มเติมอย่างไร จากนั้นจะนำผลการศึกษาไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งประชาชน, ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นไรด์แชริ่งและกลุ่มรถแท็กซี่ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนและเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาได้ประมาณเดือน พ.ค. นี้ ว่าจะตัดสินใจดำเนินการหรือปรับแก้กฎหมายอย่างไร

ถ้าหากภาครัฐดำเนินการตามผลการศึกษาของทีดีอาร์ไอทั้งหมด ก็ต้องแก้ไขกฎกระทรวง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน หรือภาครัฐอาจตัดสินใจใช้ทางเลือกอื่นๆ ตามความเหมาะสม แต่เบื้องต้นจะหลีกเลี่ยงการแก้กฎหมายในชั้น พ.ร.บ. เพราะต้อง ใช้เวลาขั้นต่ำ 6 เดือนหรืออาจจะมากกว่า 1 ปี กว่าจะประกาศใช้ได้จริง