ตลาดหุ้นเอเชียปิดตลาดร่วงหนักกันถ้วนหน้า หลังจากที่ดัชนีอุตสาหกรรมเฉลี่ยดาวโจนส์ ของสหรัฐฯ ปิดตลาดร่วงต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2011 ขณะดัชนีหุ้นไทยยังร่วงหนัก ระหว่างวันร่วงลงกว่า 50 จุด และเคลื่อนไหวอยู่ในแดนลบตลอดทั้งวัน ก่อนปิดลบที่เกือบ 22 จุด มูลค่าการซื้อขายทะลุแสนล้านบาท
 
โดยเฉพาะดัชนีนิเกอิ 225 ของญี่ปุ่น ปิดตลาดร่วงลง 4.7 เปอร์เซนต์ ซึ่งถือว่าต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม ปีที่แล้ว ขณะที่ ดัชนี เซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ของจีน ปิดตลาดในแดนลบ ลดลง 3.38 เปอร์เซนต์ เช่นเดียวกับ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวลง 1.54 เปอร์เซนต์ และตลาดหุ้นออสเตรเลีย S&P/ASX 200 ปิดตลาดลดลง 3.2 เปอร์เซนต์ อันเป็นผลมาจาก นักลงทุนเทขายหุ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรม ดาวน์ โจนส์ ปิดตลาดเมื่อวานนี้ ร่วงลง 1,175 จุด หรือ 4.6 เปอร์เซนต์ มาอยู่ที่ 24,345.75 จุด ซึ่งถือเป็นการร่วงลงในช่วง 1 วัน ที่มากที่สุดในรอบกว่า 6 ปี บวกกับความวิตกกังวล ถึงแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ 
 
ล่าสุดตลาดหุ้นดาวโจนส์เปิดตลาดอีกครั้ง และมีความผันผวนเพราะเปิดในแดนลบ ก่อนพลิกมาเป็นบวก และกลับไปเคลื่อนไหวในแดนลบอีกครั้งในขณะนี้ โดย 23.35 น. ที่ผ่านมาตามเวลาไทย ติดลบไป 171 จุด อยู่ที่ราว 24,174.75 จุด
 
ด้านทำเนียบขาว ออกมาแสดงความวิตกกังวลในการปรับลงลงของดัชนีดาวน์โจนส์ โดยก็ยังมั่นใจในรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่ยังแข็งแกร่ง 
 
กลับมาที่ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดเมื่อ 17.00 น. ดัชนีปิดที่ 1,788.43 จุด ลบ 21.89 จุด แต่ช่วงเปิดตลาดดัชนีปรับตัวลดลงแรงทันที 34 จุด หลุดกรอบ 1,800 จุด มาอยู่ที่ 1,775 จุด ก่อนประคองตัวและเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อยจนปิดที่ระดับดังกล่าว ซึ่งนักวิเคราะห์ของธนาคารซิตี้แบงก์ มองว่าเป็นการปรับฐานหลังปรับตัวสูงสุดในประวัติศาสตร์ต่อเนื่องในเดือนมกราคม ซึ่งจะทำให้หุ้นไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น พร้อมแนะนำนักลงทุนลงทุนระยะยาวตามพื้นฐานเศรษฐกิจ 
 
(ภาพ : Google)

Comments

comments