กระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือผู้ผลิตสินค้าไม่ให้ปรับขึ้นราคาหลังอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้น พร้อมสั่งการเจ้าหน้าที่กรมการค้าภายในจับตาราคาสินค้าทั่วประเทศอย่างเข้มงวด

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้น วันละ 5-22 บาททั่วประเทศ เฉลี่ยปรับเพิ่มวันละ 10.50 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2561 ซึ่งกรมการค้าภายในได้ศึกษาผลกระทบแล้ว พบว่า การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำดังกล่าว กระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าน้อย เพียงร้อยละ 0.0182 – 1.0225 เนื่องจากสินค้าอุปโภคบริโภคส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักรในการผลิต มีเพียงสินค้าบางรายการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะใช้แรงงานในการผลิต เช่น สินค้าเครื่องแบบนักเรียน ในวันนี้ (24 มกราคม 2561) กระทรวงพาณิชย์จึงได้เชิญผู้ผลิตสินค้าทุกกลุ่มอุตสาหกรรม และห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่รายใหญ่ มาหารือเกี่ยวกับการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือผู้ผลิต ผู้จำหน่าย สินค้าอุปโภคบริโภคจำหน่ายสินค้าในราคาเดิม ไม่ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า แต่หากมีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นจำเป็นต้องปรับราคาสินค้า ก็ให้แจ้งกรมการค้าภายใน ซึ่งจะพิจารณาเป็นรายกรณีไป

 

ส่วนกลุ่มห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ก็ได้ขอความร่วมมือไม่ให้ปรับราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน และหากมีผู้ผลิตผู้จำหน่ายรายใดปรับราคาสินค้าขอให้แจ้งกรมการค้าภายในทราบก่อน รวมทั้งไม่ปรับราคาอาหารปรุงสำเร็จในศูนย์อาหาร (Food Court) นอกจากนี้ ได้ขอความร่วมมือให้สมาคมตลาดสดไทยกำกับดูแลราคาสินค้าในตลาดสดและราคาอาหารปรุงสำเร็จ ไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับราคาจำหน่ายเพิ่มสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อดูแลราคาจำหน่ายสินค้าให้เหมาะสมและเป็นธรรม จึงได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในตรวจสอบต้นทุนการผลิตสินค้าทุกชนิด และจัดส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบราคาสินค้าอย่างเข้มงวดทุกช่วงการค้า ตั้งแต่ราคา ณ โรงงาน ราคาจำหน่ายส่ง และราคาจำหน่ายปลีก ทั้งในกรุงเทพฯ และทั่วประเทศอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า ทั้งนี้ หากประชาชนพบว่ามีการปรับราคาสูงขึ้นสามารถร้องเรียนได้ทางสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ซึ่งกรมการค้าภายในจะดำเนินการตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 อย่างเคร่งครัด โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Comments

comments