ใกล้สิ้นปีแล้ว มนุษย์เงินเดือน ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของกิจการหลายๆ คน อาจกำลังมองหาตัวช่วยลดหย่อนภาษีที่จะต้องจ่ายในต้นปีหน้า ทั้งจากมาตรการช็อปช่วยชาติ หรือการลงทุนในรูปแบบต่างๆ ที่ได้สิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย ซึ่งการลงทุนยอดฮิตที่ให้ทั้งการออมเงิน ลงทุน และสิทธิลดภาษีไปพร้อมกันก็คือการลงทุนในกองทุน LTF-RMF ซึ่งวันนี้เราจะพูดถึง LTF กันก่อน

“LTF” ย่อมาจาก “Long Term Equity Fund” มีชื่อเป็นภาษาไทยฟังเข้าใจยากว่า “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” อธิบายให้เข้าใจง่ายกว่านั้นคือ การนำเงินของเราไปให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญช่วยลงทุนให้ (หรือเรียกว่าการ “ซื้อกองทุน”) เพื่อให้เกิดดอกผลงอกเงยโดยที่เราไม่ต้องลงทุนด้วยตนเอง เพราะเราอาจไม่มีเวลาหรือไม่เชี่ยวชาญพอ ซึ่ง “ผู้เชี่ยวชาญ” ที่ว่าก็คือบรรดาบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือที่เรียกย่อๆว่า บลจ.นั่นเอง

ซึ่งเมื่อเราซื้อกองทุน และ บลจ.ได้เงินจากเราไปแล้ว บลจ.จะนำเงินของเราไปลงทุน โดยเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่ากองทุนนั้น เงินส่วนที่เหลืออาจจะเอาไปลงทุนกับสิ่งอื่น เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ เป็นต้น แล้วแต่ว่า บลจ.นั้นจะมีนโยบายอย่างไร

แต่สิทธิประโยชน์สำคัญที่หลายๆ คนต้องการจากการลงทุนในกองทุน LTF ก็คือ “การลดหย่อนภาษี” ซึ่งหากเราต้องการลดหย่อนภาษี เราต้องซื้อกองทุน LTF ทิ้งไว้โดยห้ามขายกองทุนอย่างน้อย “7 ปีปฏิทิน” ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราซื้อกองทุนไม่ว่าจะในวัน-เดือนใดในปี 2557 ก็ตาม นับไป 7 ปีปฏิทิน คือ 2557, 2558, 2559, 2560, 2561, 2562 และ 2563 ดังนั้นเราจะขายกองทุนคืนได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไป

ซึ่งจำนวนเงินที่เราซื้อกองทุน LTF ไป สามารถนำมาคำนวณเพื่อลดหย่อนภาษีได้ โดยหักค่าลดหย่อนได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในปีนั้น และไม่เกิน 500,000 บาท และเมื่อครบ 7 ปีปฏิทินตามเงื่อนไขแล้ว เราสามารถขายกองทุนนั้นคืน โดยหากเราขายกองทุนคืนแล้วได้กำไร กำไรนั้นก็จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีด้วย

แต่สิทธิประโยชน์ทางภาษีทั้งหมดนี้จะยุติลงทันที หากเราขายกองทุน “ก่อน” ครบ 7 ปีปฏิทิน นอกจากจะต้องจ่ายภาษีที่เราเคยลดหย่อนไปคืน พร้อมกับจ่ายเงินเพิ่มแล้ว กำไรที่ได้จากการขายกองทุนคืน ยังจะต้องนำไปรวมกับเงินได้เพื่อคำนวณภาษีเสียให้รัฐไปตามระเบียบด้วย (เว้นแต่ผู้ซื้อกองทุนเกิดทุพพลภาพหรือตาย)

และเราจะมาดูกันว่ากองทุน LTF กองใด ที่ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี สูงสุด 10 อันดับแรก (ข้อมูล ณ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 จาก www.wealthmagik.com) เผื่อเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจลงทุนของคุณในปลายปีนี้

อันดับ 1. CIMB-PRINCIPAL LTF ของ บลจ. ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ 12.22%
อันดับ 2. PHATRA LTFD ของ บลจ. ภัทร จำกัด ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ 11.10%
อันดับ 3. MG-LTF ของ บลจ. เอ็มเอฟซี จำกัด ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ 10.54%
อันดับ 4. K20SLTF ของ บลจ. กสิกรไทย จำกัด ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ 10.49%
อันดับ 5. KFLTFEQ ของ บลจ. กรุงศรี จำกัด ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ 10.41%
อันดับ 6. CIMB-PRINCIPAL 70LTFD ของ บลจ. ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ 9.43%
อันดับ 7. KFLTFA50-D ของ บลจ. กรุงศรี จำกัด ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ 9.09%
อันดับ 8. VALUE-D LTF ของ บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ 8.37%
อันดับ 9. UOBLTF ของ บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ 7.90%
อันดับ 10. SCBLTT ของ บลจ. ไทยพาณิชย์ จำกัด ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ 7.40%

ซึ่งการลงทุนในกองทุน LTF ในปัจจุบันก็สะดวกสบาย หลาย บลจ.ให้บริการซื้อขายกองทุนผ่านสาขาธนาคาร หรือแม้กระทั่งสามารถซื้อขายผ่านโทรศัพท์มือถือได้ ดังนั้นหากสนใจ สามารถศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับ LTF ได้หลากหลายช่องทาง อาทิ www.thaimutualfund.com, www.thaimutualfundnews.com/, www.wealthmagik.com

ทั้งนี้โปรดระลึกเสมอว่า การลงทุนมีความเสี่ยง เงินที่คุณซื้อกองทุน LTF นั้น บลจ.อาจจะนำไปลงทุนแล้วขาดทุนก็ได้ ซึ่งอาจจะทำให้เราขายกองทุนคืนแล้วขาดทุนเช่นกัน หรือ บลจ.อาจจะนำไปลงทุนแล้วได้กำไรก็ได้ ซึ่งอาจจะทำให้เราขายกองทุนคืนแล้วได้กำไรเช่นกัน

ดังนั้น โปรดศึกษาข้อมูลกองทุน นโยบายการลงทุน ผลตอบแทนย้อนหลัง ฯลฯ ให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อกองทุน แต่หากคิดพิจารณาดีแล้ว ก็เลือกซื้อได้เลยวันนี้ เพื่อประโยชน์ของคุณในวันหน้า!

(ภาพ : ข่าวสด)

Comments

comments