แอ่วเมืองเหนือต้นฤดูหนาว เต็มอิ่มสถานที่ท่องเที่ยวแปลกตาเส้นทางเชียงราย – พะเยา – ลำปาง

วันที่โพส
จำนวนผู้เข้าชม
2,885 ครั้ง

แชร์โพสนี้

เมื่อฤดูหนาวมาเยือน ก็ถึงเวลาขึ้นไปรับลมหนาวทางภาคเหนือกันแล้ว จุดมุ่งหมายในการเดินทางครั้งนี้คือ 3 จังหวัดทางภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย พะเยา และลำปาง เราแวะชมสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย หลายๆ ที่มีความโดดเด่นเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม จึงอยากจะมาบอกเล่าความประทับใจในเส้นทางการท่องเที่ยวนี้ หากใครกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวภาคเหนือ มาชมไปพร้อมๆ กันเลย!

 

เราเดินทางถึงจังหวัดเชียงรายโดยใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงทางเครื่องบิน จากนั้นจึงเดินทางไปสิงห์ปาร์คเพื่อรับประทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารภูภิรมย์ ร้านอาหารนี้ตั้งอยู่บนเนินสูงสุดของสิงห์ปาร์ค มองเห็นวิวได้สามร้อยหกสิบองศา ตั้งแต่ไร่ชาสีเขียวเข้มเรียงเป็นระเบียบไร่ดอกกระดาษสีชมพูที่กำลังบานไปจนถึงสวนผลไม้ที่มีฉากหลังเป็นภูเขาสวยงาม วิวโดยรอบเรียกน้ำย่อยระหว่างรออาหารได้ดีทีเดียว

อาหารแนะนำของร้าน ได้แก่ ไก่ย่างภูภิรมย์ เนื้อสันนอกย่างจิ้มแจ่ว ยอดชาสดทอดกรอบ ทานแกล้มเบียร์หรือใครออยากจะจิบม็อคเทลสีสันสดใสก็มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ

เช้านี้เราขึ้นไปไหว้พระธาตุดอยตุงเพื่อความเป็นสิริมงคล มีผู้มาสักการะประปราย อากาศยามนี้อุณหภูมิราว 17-18องศา หมอกลอยต่ำไล้ยอดเจดีย์ บรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงระฆังไหวยามต้องลม ช่วยสยบจิตใจฟุ้งซ่าน

ต่อด้วยการเข้าเยี่ยมชมโครงการพัฒนาดอยตุง โครงการอันเนื่องจากพระราชดำริของพระศรีนครินทราบรมราชชนนีหรือสมเด็จย่า ที่นี่เป็นศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานฝีมือจากช่างฝีมือท้องถิ่น ประกอบไปด้วยโรงงานทอผ้า โรงงานกระดาษสา โรงงานเซรามิก และโรงคั่วกาแฟ ดำเนินการมากว่า 40 ปี มุ่งแก้ปัญหาความเป็นอยู่ให้กับคนท้องถิ่นที่มาจากชนเผ่าต่างๆ บริเวณโดยรอบ นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าชมมากทีเดียว

“ช่วยเขาให้เขาช่วยตัวเอง” – แนวคิดของสมเด็จย่า

โรงคั่วกาแฟ นอกจากจะได้เรียนรู้ขั้นตอนทำกาแฟ  ยังมีกาแฟอาราบิก้ารสชาติดีที่ปลูกบนดอยตุงให้ลิ้มลอง

โรงกระดาษสา สนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกต้นปอสาก ใช้ส่วนเปลือกมาผ่านกรรมวิธีการผลิตเป็นกระดาษ

ก่อนจะไปชมดอกไม้เมืองหนาวในสวนแม่ฟ้าหลวง เรามาเดินเล่นบน Tree Top Walk สะพานแขวนที่เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติเปิดใหม่ติดกับสวนแม่ฟ้าหลวง ชมป่าเบื้องล่างแบบหวาดเสียวเล็กน้อยบนความสูงกว่า 30 เมตร ทางเดินแบ่งออกเป็น 6 ช่วง ความยาวแต่ละช่วงราว 80-100 ม. มีการแอบแฝงเรื่องราวของดอยตุงในแต่ละช่วงเอาไว้ เช่น ช่วงแรกเป็นเถาวัลย์เปรียบเสมือนดอยตุงในยุคบุกเบิก ยุคที่เป็นแหล่งต้นน้ำ ยุคที่เริ่มปลูกหญ้าแฝก เป็นต้น ทั้งนี้มีการรักษาความปลอดภัยอย่างรัดกุม ผู้เข้าชมจะต้องใส่สายรัดตัวเชื่อมกับลวดสลิง อีกทั้งมีการจำกัดจำนวนผู้ใช้งานอย่างเหมาะสม จึงไม่ต้องกังวลเรื่องอันตรายใดๆ

เรารับประทานอาหารกลางวันกันที่ครัวตำหนักซึ่งอยู่ด้านหน้าทางเข้าสวนแม่ฟ้าหลวง เป็นร้านอาหารที่ใช้ผักปลอดสารพิษจากแปลงผักของโครงการพัฒนาดอยตุง ป้าคนปรุงเคยเป็นห้องเครื่องสมเด็จย่ามาก่อน รสชาติที่ได้จึงไม่ต่างกับอาหารชาววัง  

เมนูเด็ดที่อยากแนะนำได้แก่ ข้าวผัดดอยตุง ออเดิร์ฟดอยตุง ซึ่งมีเห็ดอ้อนดอยที่ต้องลองชิม แกงฮังเล น้ำพริกเห็ดหอม สั่งพร้อมน้ำสตรอเบอร์รี่สมูตตี้ ใช้สตรอเบอรี่สดที่มาจากแปลงที่นี่เช่นกัน

ชมดอกไม้เมืองหนาวหลากสี นับร้อยสายพันธุ์ในสวนแม่ฟ้าหลวง

เย็นนี้เราจึงกลับมาที่สิงห์ปาร์คอีกครั้ง หลังจากได้ข่าวว่าจะมีการแสดงดนตรี “ดอกไม้ของย่า บทเพลงของพ่อ”  นำโดยวง BSO Symphony Orchestra และเหล่าศิลปินค่าย Music Move Entertainment ชมศิลปินสลับกันขึ้นมาถ่ายทอดเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทุกท่วงทำนองเติมเต็มบรรยากาศเย็นๆ ของค่ำคืนนี้ได้อย่างกินใจ

แหนม รณเดช ร้องเพลง “ชะตาชีวิต” พร้อมโซโล่กีต้าร์

Season Five ร่วมกันประสานเสียงเพลง “Oh I Say”

ฮิวโก้ร้องเพลง H.M. Blue ในมาดเท่สะกดสายตาคนดู 

 

เราเดินทางต่อไปที่จังหวัดพะเยา ก่อนจะเข้าตัวเมือง เราแวะวัดห้วยผาเกี๋ยง(วัดผาธรรมนิมิตร) ชมอุทยานพุทธศิลป์ เมืองผายาว ที่นี่มีปะติมากรรมพระพุทธรูปแกะสลักบนหน้าผาหินทราย แต่ละองค์มีความน่าสนใจตรงที่มีการผสมผสานของศิลปะหลายยุคเข้าด้วยกัน เป็นอีกที่หนึ่งที่ผู้มาเยือนจะได้ทึ่งกับงานศิลปะประยุกต์ พร้อมทั้งได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของจังหวัดพะเยาที่แฝงไว้อย่างแยบยลผ่านพุทธศิลป์

แวะทานอาหารกลางวันพร้อมชมวิวที่ร้านอาหารริมกว๊านพะเยา ทะเลสาบน้ำจืดที่มีวัดอยู่ใต้น้ำ ในขณะนี้น้ำยังเต็มบึงไม่เห็นวี่แววของวัด แต่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมบึงได้ยืนยันกับเราว่า ช่วงที่น้ำลดสามารถมองเห็นวัดใต้น้ำจริงๆ

ต่อด้วยการสักการะ “พระเจ้าตนหลวง” พระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่ในวิหารทรงล้านนาที่วัดศรีโคมคำ วัดคู่บ้านคู่เมืองพะเยา อายุหลายร้อยปี ที่นี่มีอุโบสถกลางน้ำ จุดชมพระอาทิตย์ตก ที่เห็นทิวทัศน์กว๊านพะเยา หอวัฒนธรรมทัศน์ ที่รวบรวมโบราณวัตถุมาจัดแสดง พร้อมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดพะเยาให้ได้ศึกษาอย่างเพลิดเพลิน

 

เราเดินทางต่อมาถึงจังหวัดลำปางในเวลาบ่ายคล้อย และเริ่มต้นด้วยการนั่งรถม้าจากหน้าวัดเชียงราย ผ่านตลาด ศาล ศาลากลางจังหวัด เลาะเลียบแม่น้ำวัง ชมบ้านไม้ที่ยังคงสภาพเดิม เรือนปั้นหยาแปลกตา  อีกทั้งหอนาฬิกาซึ่งนับว่าเป็น‘แลนมาร์ค’ของเมือง และสถาปัตยกรรมแบบล้านนาอื่นๆ

เราให้รถม้ามาส่งที่วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม มณฑปสีทองของวัดสูงเด่นเป็นสง่าอยู่ใจกลางเมืองลำปาง วัดนี้เคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตถึง 32 ปี  โดยเราได้ร่วมทำวัตรเย็น สวดมนต์เจริญภาวนา เป็นโอกาสดีที่นานๆ ครั้งจะมีเวลาทำจิตใจให้สงบบ้าง

ย่ำค่ำเป็นเวลาที่เหมาะแก่การออกไปเดินเล่นที่กาดกองต้า ตลาดกลางคืนสุดครึกครื้นริมแม่น้ำวัง โดยตั้งต้นเดินที่สะพานรัษฎาภิเศก สะพานเก่าแก่ที่สุดในภาคเหนือ ที่นี่มีอาหารท้องถิ่นให้ลิ้มลองมากมาย  สองข้างทางเป็นบ้านไม้โบราณและอาคารสวยแปลกตา มีหอศิลป์แทรกตัวอยู่กลางตลาด จัดแสดงผลงานศิลปะท้องถิ่นไว้มากมาย

ไข่ป่าม ไข่ปิ้งในใบตองสีเหลืองนวล หอมกลิ่นใบตอง เป็นเมนูท้องถิ่นที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว 

เราตื่นตีสี่เพื่อเข้าร่วมมหกรรมวิ่ง Human Run On Tour รัน • ม้า • ลำปาง งานวิ่งที่นิตยสารอะเดย์ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกันจัดภายใต้คอนเซ็ปต์วิ่งชมเมืองเก่า'Run Through The Old Town' เส้นทางวิ่งผ่านสถานที่สำคัญๆ ได้เห็นวิถีชีวิตชาวลำปางอย่างครบถ้วน ทุกซอกมุมในเมืองแห่งนี้ล้วนมีเรื่องราว นับเป็นอีกหนึ่งเมืองที่นักวิ่งต้องห้ามพลาด 

Tip : ถ้าใครไม่อยากวิ่ง จะเช่าจักรยานมาขี่ชมเมืองก็ได้นะ

หลังจากนั้นเราได้เดินทางต่อไปที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน ที่นี่มีทั้งน้ำตก น้ำพุร้อน ถ้ำ เส้นทางศึกษาธรรมชาติให้สำรวจ มีที่นี่มีน้ำตกหลายที่  มีน้ำตลอดปี ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าในอุทยานด้วย น้ำตกที่เป็นจุดสำคัญคือ น้ำตกแจ้ซ้อน มีหกชั้น ชั้นล่างติดกับน้ำพุร้อนที่มีอุณหภูมิประมาน 73 องศา มีแอ่งน้ำอุ่น เป็นจุดที่น้ำพุร้อนกับน้ำเย็นจากน้ำตกไหลมาบรรจบกัน อุณหภูมิกำลังสบายตัว  สามารถแช่เท้าเพื่อคลายกล้ามเนื้อ ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี 

นักเดินทางนิยมลวกไข่ในบ่อน้ำร้อน ว่ากันว่า ไข่ที่ได้จากน้ำพุร้อนนี้ ไข่แดงแข็ง ไข่ขาวเป็นวุ้น จึงต้องมาพิสูจน์

หนึ่งในไฮไลท์ของการเดินทางครั้งนี้คือ วัดพุทธบาทสุทธาวาส ซึ่งตั้งอยู่บนหน้าผาสูง 800 ม. จากน้ำทะเล ต้องจอดรถไว้ด้านล่างและนั่งรถสองแถวขึ้นไป ต่อด้วยเดินอีกเล็กน้อย อย่างไรก็ตามวิวด้านบนคุ้มค่าแก่การเดินทางเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะมองเห็นเมืองลำปางได้รอบทิศ ยังได้ชมเจดีย์ทรงแปลกตามากมายตั้งตะหง่านอยู่บนหน้าผาสูงชัน ร่วมสักการะพระแก้วมรกต หลวงพ่อโสธร และพระพุทธชินราช บนศาลาปฏิบัติธรรมในบรรยากาศสงบ ลมพัดเย็นๆ นั่งฟังเสียงกรุ๊งกริ๊งของระฆัง เมื่อผ่อนคลายแล้วก็ค่อยเดินลงมา

ปิดทริปวันสุดท้ายด้วยความสวยงามของวัดพระธาตุลำปางหลวง วัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองลำปาง องค์เจดีย์ทรงล้านนาสีทอง มีลวดลายประจำยามงดงาม ส่วนที่เป็นวัดสร้างด้วยไม้ มีภาพจิตรกรรมเก่าแก่ชวนฉงน ส่วนที่เป็นวิหารหลวงเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าล้านทอง ส่วนด้านหลังป็นที่ประดิษฐานของพระเจ้าทันใจ มีผู้นิยมมาสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล