พระราชประวัติ ‘พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ภูมิพลอดุลยเดช’

วันที่โพส
จำนวนผู้เข้าชม
3,397 ครั้ง

แชร์โพสนี้

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันจันทร์ขึ้น 12 ค่ำ เดือนอ้าย ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2470 ณ โรงพยาบาลเมานท์ ออเบิร์น (Mount Auburn) เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสสาซูเซทท์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งสมเด็จพระบรมราชชนก ได้ทรงศึกษาวิชาแพทย์ มี พระนามเดิมว่า “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช”

เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (สิ้นพระชนม์ ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระชนมายุไม่ถึง 2 พรรษา) และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระเชษฐภคินี และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8

เมื่อเจริญพระชนมายุได้ 5 พรรษา ทรงเข้ารับการศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนมาแตร์เดอี เป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินี และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช เพื่อการศึกษา และพระพลานามัยของสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช จากนั้นทรงเข้าศึกษาต่อชั้นประถมศึกษา ณ โรงเรียน เมียร์มองต์ เมืองโลซานน์ ทรงศึกษาทั้งวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ

ทรงศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษา ณ โรงเรียนเอกอล นูแวล เดอ ลา ซืออิส โรมองด์ เมืองแชลลี ซูร โลซานน์ กับโรงเรียนยิมนาส คลาสสิค กังโตนาล เมืองโลซานน์ ทรงได้รับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์ และทรงเข้าศึกษาต่อในมหาวิยาลัยโลซานน์ แผนกวิทยาศาสตร์

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จสวรรคตโดยกระทันหัน ในวันที่ 9 มิถุนายน 2489 คณะรัฐบาลในขณะนั้นได้กราบบังคมทูลเชิญ เสด็จขึ้นครองราชย์สืบสันตติวงศ์ เป็นรัชกาลที่ 9 ในวันเดียวกัน เนื่องจากยังมีพระราชภารกิจด้านการศึกษา จึงต้องทรงอำลาประชาชน เสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และทรงเลือกเรียนวิชารัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ แทนวิชาวิทยาศาสตร์ ที่ทรงศึกษาอยู่แต่เดิม ซึ่งจำเป็นสำหรับตำแหน่งประมุขของประเทศ

ระหว่างที่ศึกษาอยู่ในต่างประเทศนั้น ทรงพบกับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร พระธิดาในพระวงวงศ์เธอกรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ และหม่อมหลวงบัว กิติยากร ซึ่งหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ได้มีโอกาสถวายการดูแลเมื่อทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ จนกลายเป็นความรักที่ทรงมีต่อกัน และทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์

ในเวลาต่อมา หลังจากเสด็จนิวัติประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 ณ วังสระปทุม ทรงสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ และเป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี

ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ พระบรมมหาราชวัง เฉลิมพระปรมาภิไธย ตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร” ในวันนั้นได้พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชโอรส และพระราชธิดา รวม 4 พระองค์คือ

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี (ประสูติ 5 เมษายน 2494 ณ โรงพยาบาลมองซัว ซีศ์ โลซานน์)

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร (เสด็จพระราชสมภาพ 28 กรฏาคม 2495 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน)

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (เสด็จพระราชสมภพ 2 เมษายน 2498 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน)

และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี (ประสูติ 4 กรกฎาคม 2500 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชศรัทธาที่จะทรงพระผนวช ด้วยทรงพระราชดำริว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ที่ประชาชนชาวไทยเลื่อมใสกันอยู่เป็นจำนวนมาก และทรงประจักษ์แก่พระราชหฤทัยว่า พระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกอบด้วยเหตุผลและสัจจธรรม แม้ผู้ใดจะวิจารณ์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ก็จะไม่เสื่อมถอยในความนิยมเชื่อถือ ทั้งจักเป็นทางสนองพระเดชพระคุณ พระบูรพการีตามคตินิยม วันที่ 22 ตุลาคม 2499 จึงเสด็จออกทรงพระผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง โดยประทับจำพรรษา ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร 

นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ตั้งแต่พุทธศักราช 2489 ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยทรงตั้งพระราชปณิธานมั่นว่า จะทรงอุทิศพระองค์เพื่อบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอันก่อให้เกิดประโยชน์สุข และความเจริญรุ่งเรืองแก่พสกนิกร และประเทศชาติเป็นสำคัญ

พระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติจึงครอบคลุมไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ที่สำคัญได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฏร เจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรครั้งแรกนั้น เริ่มต้นที่ภาคกลาง ตรงกับเดือนกันยายน 2498 ตามด้วยที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน เป็นเวลานานถึง 19 วัน จากนั้นในปี 2501 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฏรที่ภาคเหนือครบทุกจังหวัด และเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฏรในภาคใต้ในปี 2502 แต่ละสถานที่แต่ละจังหวัด แต่ละภาคที่เสด็จพระราชดำเนินนั้น ประชาชนในท้องถิ่นจังหวัดต่างๆ เฝ้ารอรับเสด็จด้วยความปิติยินดี บางคนรับเสด็จที่จังหวัดหนึ่ง แล้วตามไปเฝ้ารอรับเสด็จอีกจังหวัด

การเสด็จพระราชดำเนินแต่ละครั้ง ได้ทอดพระเนตรเห็นชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนในทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะท้องถิ่นทุรกันดาร จะทรงสอบถามข้อมูลรับทราบความทุกข์ยากของราษฎรอย่างใกล้ชิด ทำให้ทรงทราบปัญหาของราษฎรด้วยพระองค์เอง จนมีคำกล่าวที่ว่า “ไม่มีที่แห่งใดในประเทศไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เคยย่างพระบาทไปถึง”

การทอดพระเนตรเห็นความเดือดร้อนต่างๆ ของราษฏร ทำให้ทรงหาแนวทางช่วยเหลือ ซึ่งทำให้ทรงหาแนวทางช่วยเหลือ ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่นั้น จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเกษตรกรรมทั้งสิ้น แนวพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาต่างๆ จึงไหลหลั่งดั่งสายธารไหลริน ไปทั่วทุกภาคของประเทศ เพื่อขจัดปัญหาของราษฏรให้หมดสิ้นไป นับได้กว่า 4 พัน 596 โครงการ ประดุจดังสายใยแห่งความรักความศรัทธาที่ปวงพสกนิกรมีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงอย่างนั้นยังทรงย้ำว่า พระราชดำริต่างๆ นั้น เป็นเพียงข้อเสนอแนะเท่านั้น หากผู้รู้หรือนักวิชาการเห็นว่า ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ก็สามารถทักท้วงแก้ไขได้ตลอดเวลา เพื่อให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ตลอดจนนโยบายของทางราชการ ที่สำคัญให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด และผลตามมาคือกำไรของประเทศชาติ

แม้ว่าในระยะหลังพระสุขภาพจะไม่อำนวย ต้องประทับรักษาพระองค์อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชหลายครั้งก็ตาม แต่ยังทรงติดตามความเป็นอยู่ของราษฎรอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังคอยพระราชทานความช่วยเหลือแก่ผู้เดือดร้อนผ่านมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ตลอดเวลา เช่น พระราชทานเงิน จำนวน 10 ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ประสบภัยเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่เนปาล เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2558 ด้วยทรงห่วงใยต่อผู้ที่มีความเดือดร้อนนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อชาวไทย และประเทศเพื่อนบ้านเสมอมา จึงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระคุณอันประเสริฐสุดของปวงพสกนิกรอย่างหาที่สุดมิได้

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พุทธศักราช 2557 ตามที่สำนักพระราชวังได้แถลงให้ทราบเป็นระยะแล้วนั้น

แม้คณะแพทย์ได้ถวายรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการประชวรหาคลายไม่ ได้ทรุดหนักลงตามลำดับ ถึงวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 เวลา 15 นาฬิกา 52 นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 89 ทรงครองราชสมบัติได้ 70 ปี