‘ช้างศึก’ วาง ‘มุ้ย’ หน้าเป้าทะลวงซามูไร ‘ซิโก้’ ลั่น ไม่เคยกลัว

วันที่โพส
จำนวนผู้เข้าชม
835 ครั้ง

แชร์โพสนี้

ศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบ 12 ทีมสุดท้าย โซนเอเชีย วันที่ 6ก.ย. เป็นเกมที่ 2 กลุ่มบี “ช้างศึก” ทีมชาติไทย พบ “ซามูไรบลู” ญี่ปุ่นที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ช่อง 7 สี ถ่ายทอดสด ทั้งคู่ต่างพ่ายแพ้ในนัดแรก ไทย บุกแพ้ ซาอุดีอาระเบีย 0-1 ส่วน แข้งแดนอาทิตย์อุทัยแพ้คาบ้านต่อ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี) 1-2

 

ความเคลื่อนไหวล่าสุด เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ได้มีการประชุมผู้จัดการทีมและแถลงความพร้อมของทั้ง 2 ทีม ที่โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ ก่อนเดินทางไปซ้อมที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน สังเวียนแข่งจริง โดย “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หัวหน้าโค้ชทีมชาติไทย กล่าวว่า การพบกับ ญี่ปุ่น เป็นงานยากแน่นอน เพราะเป็นทีมระดับต้นๆ ของเอเชียและไม่น่ามีจุดอ่อนตรงไหนเลย อย่างไรก็ตาม จะทำทุกวิถีทางเพื่อได้แต้ม ต้องการวัดฝีเท้าว่า ตอนนี้ ช้างศึก อยู่ในระดับไหนของเอเชียแล้ว

 

“เราไม่ได้เกรงกลัวเลย เพระาการอุ่นเครื่องกับ เกาหลีใต้ ไทยเล่นสภาพไม่ฟูลทีม ยังแพ้แค่ลูกเดียว ทีมชุดนี้เตรียมตัวกันมานานถึง 3 ปีแล้ว ไม่ใช่แค่ 3 วัน หรือ 3 เดือน วันนี้เราพรัอม 100 เปอร์เซ็นต์ ทีมไทยมีจุดแข็งคือ ไม่กดดัน เพราะเหมือนเป็นน้องใหม่ ดังนั้น จะเล่นให้เต็มที่ และเล่นให้สนุกในทุกนัด”

อดีตศูนย์หน้าจอมตีลังกา กล่าวต่อไปว่า นักเตะในทีมพร้อมเต็มที่ แม้จะขาด สารัช อยู่เย็น ที่ติดโทษแบน แต่แดนกลาง ได้เรียก อดุล หละโสะ เข้ามาเสริม รวมทั้งยังมีนักเตะอย่าง ปกเกล้า อนันต์, ชาริล ชัปปุยส์ ฯลฯ ดังนั้น แม้ขาด สารัช แต่แดนกลางก็ยังสมบูรณ์

 

ด้าน วาฮิด ฮาลิลฮ็อดซิช กุนซือชาวบอสเนีย ของ ญี่ปุ่น กล่าวว่า หลังจากแพ้ในเกมแรก ทุุกคนเสียใจ แต่ตอนนี้พร้อมเต็มที่ จนได้ศึกษาทีมชาติไทยมาอย่างดี ทั้งเกมรับ และเกมรุก ในนัดที่แล้ว ทีมไทยก็เล่นได้ดี ในเกมเยือนซาอุฯ หากไม่มีเหตุการณ์บางอย่างในท้ายเกม ผลการแข่งขันอาจเป็นอีกแบบ นัดนี้จะเปิดเกมรุกเข้าใส่แน่นอน ซึ่งจะเพิ่มความแม่นยำมากขึ้นกว่าเดิม และแม้ทีมช้างศึก จะมีกองเชียร์แน่นขนัดหนุนหลัง แต่นักเตะซามูไรมีประสบการณ์ เล่นท่ามกลางแรงกดดันได้ดี

 

เกมนัดนี้ ไทย จะเล่นระบบ 4-3-3  โดย 11 ตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม ประกอบด้วย กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์(ผู้รักษาประตู), ธีราทร บุญมาทัน, กรวิทย์ นามวิเศษ, ธนบูรณ์ เกษารัตน์, ทริสตอง โด, ปกเกล้า อนันต์, ชาริล ชัปปุยส์, ชนาธิป สรงกระสินธ์, เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์, มงคล ทศไกร โดยมี ธีรศิลป์ แดงดา ยืนเป็นศูนย์หน้าตัวเป้า

 

ส่วนญี่ปุ่น ผ่านฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย 5 สมัยติดต่อกัน จัดทัพใหญ่นอกจาก ยูโตะ นากาโตโมะ จากอินเตอร์ มิลาน ที่ถอนตัวไปก่อนหน้าแล้วรายอื่นก็พร้อม แนวรับคุมโดย มายะ โยชิดะ จากเซาแธมป์ตัน, กองกลางมี เคสึเกะ ฮอนดะ จากเอซี มิลาน ส่วนตัวรุกใช้ ชินจิ คากาวะจากโบรุทเซีย ดอร์ตมุนด์ และ ชินจิ โอกาซากิ กองหน้าเลสเตอร์ นำทัพ

 

สถิติการพบกันระหว่างไทยและญี่ปุ่น ที่ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ(ฟีฟ่า) ให้การรับรองมี 17 แมตช์ ช้างศึก ชนะครั้งเดียว เสมอ 3 และแพ้ 13 ยิงได้ 11 ประตู เสีย 43 ประตู หากนับเฉพาะแมตช์ในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกเจอกัน 9 ครั้งญี่ปุ่น ชนะรวด