เจาะ 18 ทีม “ไทยลีก 2016”

วันที่โพส
จำนวนผู้เข้าชม
10,561 ครั้ง

แชร์โพสนี้

ลีกสูงสุดของไทยกำลังจะกลับมาฟาดแข้งกันอีกครั้งในสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งจะแข่งขันภายใต้ชื่อใหม่ ว่า “โตโยต้า ไทยลีก 2016” ควบคุมโดยฝ่ายจัดการแข่งขันที่ชื่อว่า “บริษัทพรีเมียร์ลีก ไทยแลนด จำกัด” บริหารงานโดยสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ชุดใหม่ นำโดย พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมฟุตบอลฯ คนใหม่ที่ได้รับเลือกตั้งขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนที่ของ “บังยี” วรวีร์ มะกูดี ซึ่งเวลานี้โดนสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ลงโทษแบนจากการตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีรับสินบนการเลือกตั้งเจ้าภาพฟุตบอลโลก

 

ไทยลีกฤดูกาลนี้มีอะไรใหม่ๆเข้ามามากมาย อย่างไรก็ตามลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดยังเป็นของ “ทรูวิชั่นส์” เหมือนเดิม ซึ่งในฤดูกาลนี้ทรูฯ ยังคงจัดเต็มกับการถ่ายทอดสดให้แฟนๆได้ชมเหมือนเคย รวมไปถึงฟุตบอลถ้วย 2 รายการ อย่าง “ช้าง เอฟเอ คัพ” และ “โตโยต้า ลีกคัพ” อีกด้วย 

 

วันนี้เว็บไซต์ BEC-TERO.TV จะพาไปดูข้อมูลเล็กๆน้อยๆของทั้ง 18 ทีมในศึกโตโยต้า ไทยลีก 2016 ว่าเป็นอย่างไรบ้างก่อนที่จะลงเล่นนัดเปิดสนามในวันเสาร์ที่ 5 มีนาคม 2559 

 

 

“ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

สนามเหย้า : ไอโมบาย สเตเดียม

สถานที่ : จ.บุรีรัมย์

แชมป์เก่า 3 สมัยติดต่อกัน ยังคงเป็นเต็งหนึ่งในฤดูกาลนี้ ในปีที่แล้วเพิ่งสร้างสถิติเป็นสโมสรแรกในไทย ที่คว้า 5 แชมป์ใน 1 ฤดูกาล นอกจากนี้ยังเป็นแชมป์ลีกแบบไร้พ่ายอีกด้วย มาถึงฤดูกาลนี้ พวกเขาก็ยังถูกจัดให้เป็นทีมเต็งในการลุ้นแชมป์ จากการที่ขุมกำลังหลักที่เป็น 3 แข้งต่างชาติ อย่าง ดิโอโก ซานโต ศูนย์หน้าตัวเก่งชาวบราซิเลียน, อันเดรส ตูเนส ปราการหลังสุดแกร่งดีกรีทีมชาติเวเนซูเอล่า และโก ซุล กี มิดฟิลด์สาระพัดประโยชน์จากเกาหลีใต้ ยังอยู่กันครบ ประกอบกับผู้เล่นทีมชาติไทย ชุดใหญ่ อย่าง “อุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน, “ตุ้ย” กรวิทย์ นามวิเศษ, “ต้น” นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม ทำให้ปราสาทสายฟ้า ยังเป็นทีมที่แข็งแกร่งเช่นเดิม

 

 

“กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

สนามเหย้า : เอสซีจี สเตเดียม

สถานที่ : จ.นนทบุรี

                อดีตแชมป์ 3 สมัย รองแชมป์ในฤดูกาลที่แล้ว พวกเขาอกหักพลาดแชมป์ไทยลีกมาตลอดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มาถึงปีนี้ดูเหมือนพวกเขาจะเน้นมากๆ มีการเสริมทัพที่ถือว่าเปรี้ยงปร้างที่สุดในไทยเลยก็ว่าได้ ด้วยการยืมตัว 3 แข้งทีมชาติไทย อย่าง “เมสซี่เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์, “ตั้ม” ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และ “บาส” พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา นอกจากนี้ยังซื้อตัว อดิศักดิ์ ไกรษร และทริสตอง โด 2 แข้งดีกรีทีมชาติไทย มาร่วมทีม ซึ่งทั้งหมดเป็นการดึงตัวมาจากสโมสรบีอีซี เทโรศาสน แทบทั้งสิ้น ประกอบกับมีการเสริมแข้งต่างชาติใหม่ อย่าง ฟาบริซิโอ ดอร์เนลาส กองหลังชาวบราซิเลียน และแข้งต่างชาติที่อยู่เดิม อย่าง เคลตัน ซิลวา, นาโออากิ อาโอยาม่า รวมถึงแข้งไทยที่อยู่เดิม ล้วนแล้วแต่ดีกรีทีมชาติไทย อย่าง สารัช อยู่เย็น, ธีรศิลป์ แดงดา, กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ทำให้ขุมกำลังของกิเลนผยอง น่ากลัวมากขึ้นหลายเท่าตัวเลยทีเดียว พร้อมกับการเข้ามาของยอดโค้ชคนไทย อย่าง “โค้ชแบน” ทชตวัน ศรีปาน กุนซือไทยคนแรกในรอบหลายปีของทีมกิเลนผยอง อาจจะตอบโจทย์อะไรหลายๆอย่างให้กับพวกเขาก็เป็นได้

 

 

“ช้างศึกยุทธหัตถี” สุพรรณบุรี เอฟซี

สนามเหย้า : สนามกีฬากลาง จ.สุพรรณบุรี

สถานที่ : จ.สุพรรณบุรี

                พวกเขาเป็นทีมจังหวัดที่พัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด เคยโลดแล่นในลีกสูงสุดอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะร่วงไปเล่นดิวิชั่น 1 ในปี 2007 ก่อนที่ในปี 2013 จะได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดอีกครั้ง และหลังจากนั้นพวกเขาก็กลายเป็นทีมระดับท็อปของไทยไปโดยปริยาย เนื่องจากเงินทุนทรัพย์ของประธานสโมสร อย่าง “บิ๊กท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา ค่อนข้างจะหนา ทำให้ทีมช้างศึกยุทธหัตถี กลายเป็นทีมหัวแถวของไทยได้ไม่ยาก ฤดูกาลที่ผ่านมา พวกเขาจบอันดับ 3 ซึ่งเป็นการจบอันดับที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร แต่พลาดได้ไปเล่นฟุตบอลเอเชียรอบเพลย์ออฟ เนื่องจากคลับไลเซนซิ่งไมผ่าน อย่างไรก็ตามในฤดูกาลนี้ก็คงเป็นอีกปีที่พวกเขาจะได้แสดงศักยภาพของตัวเองออกมาให้ประจักษ์แก่สายตาแฟนบอลชาวไทย

 

 

 

“ฉลามชล” ชลบุรี เอฟซี

สนามเหย้า : ชลบุรี สเตเดียม

สถานที่ : จ.ชลบุรี

                อดีตแชมป์ไทยลีก 1 สมัย  ตั้งแต่ที่ได้แชมป์เมื่อปี 2007 เป็นครั้งแรก หลังจากนั้นพวกเขากลายเป็นทีมระดับหัวแถวของไทยมาโดยตลอด จบไม่เคยเกินอันดับที่ 3 ในแต่ละฤดูกาล เพิ่งจะมาหลุดท็อป 3 ในปีที่ผ่านมา ด้วยการจบอันดับ 4 ได้ได้สิทธิ์ไปเล่นฟุตบอลเอเชียรอบเพลย์ออฟ แทนที่ของสุพรรณบุรี ที่คลับไลเซนซิ่งไม่ผ่าน แต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้านความแข็งแกร่งของยอดทีมจากญี่ปุ่น อย่าง เอฟซี โตเกียวไม่ไหว พ่ายแพ้ไปเละเทะ 0-9 อย่างไรก็ตามในปีนี้ พวกเขาจะใช้ “น้าเทิด” เทิดศักดิ์ ใจมั่น เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน ซึ่งเราก็ยังไม่รู้ว่า “โค้ชเทิด” จะทำผลงานได้ดีเพียงใด ส่วนตัวผู้เล่นมีเสริมแข้งทีมชาติไทยเข้ารังมา 2 ราย ได้แก่ ปกเกล้า อนันต์ และประกิต ดีพร้อม นอกจากนี้ยังเสริม 2 แข้งเกาหลีใต้ อย่าง คิม จอง พิล และคิม ชุล โฮ รวมถึงศูนย์หน้าบราซิเลียน อย่าง โรดริโก เวร์จิลิโอ จากทีมราชนาวี ทำให้ชลบุรี ดูแข็งแกร่งและน่ากลัวมากขึ้นกว่าเดิม

 

 

“แข้งเทพ” แบงค็อก ยูไนเต็ด

สนามเหย้า : สนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ รังสิต

สถานที่ : จ.ปทุมธานี

                ทีมแข้งเทพ ที่มีสโลแกนของทีมว่า “We are Capital” แต่ดันย้ายสนามจากไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ไปใช้สนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ รังสิต ก็มีผู้คนในโลกโซเชียลแซวกันว่าที่ตั้งของสนามเหย้า ไม่เข้ากับสโลแกนเอาเสียเลย แต่เหตุผลที่พวกเขาจำเป็นต้องย้ายรังเหย้า เนื่องจากต้องการยกระดับทีมให้เข้าสู่ฟุตบอลเอเชียให้ได้ ซึ่งสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ ถือเป็นสนามที่ผ่านกฎของ AFC ทุกประการ และหากพวกเขาได้ไปเล่นฟุตบอลเอเชียจริงๆ ก็จะได้ไม่ต้องดิ้นรนหาสนามแข่งขันเวลาลงเล่นในเกมเหย้า นี่เป็นเหตุผลที่แบงค็อก ยูไนเต็ด ทำการย้ายสนาม ส่วนเรื่องของผลงาน ในฤดูกาลที่แล้ว กลายเป็นทีมที่ยกระดับตัวเองขึ้นมาอย่างก้าวกระโดดจนน่าใจหาย ภายใต้การคุมทีมของอเล็กซานเดอร์ โพลกิ้ง พวกเขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนจบอันดับ 5 ได้สำเร็จ จริงๆแล้วพวกเขาเคยเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของไทย 1 สมัย ในยุคที่ยังใช้ชื่อทีมว่ามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ภายใต้การกุมบังเหียนของ สมชาย ทรัพย์เพิ่ม โดยในฤดูกาลนี้ พวกเขาก็ยังเป็นทีมระดับหัวแถว ที่พร้อมเซอร์ไพรส์ในการคั่วแชมป์ไทยลีกเช่นกัน มีการเสริมทัพที่ยอดเยี่ยม ด้วยการมาของมาริโอ ยูรอฟสกี้ แข้งมาซิโดเนียที่ย้ายมาจากเมืองทองฯ รวมถึงการเข้ามาของ “ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย ถึงแม้จะอายุปาเข้าไปเลข 3 แล้ว แต่ประสบการณ์ของลีซอ ก็น่าจะช่วยอะไรแข้งเทพได้ไม่มากก็น้อย

 

 

“กระต่ายแก้ว” บางกอกกล๊าส เอฟซี

สนามเหย้า : ลีโอ สเตเดียม

สถานที่ : ปทุมธานี

                อีกหนึ่งยอดทีมเงินหนาของฟุตบอลไทย ภายใต้การบริหารงานของคุณปวีณ ภิรมย์ภักดี หนึ่งในทายาทตระกูล “สิงห์” ถือเป็นทีมระดับหัวแถวของไทยอีกหนึ่งทีม พวกเขาแปรสภาพมาจากทีมธนาคารกรุงไทย แต่ผลงานของพวกเขาในไทยลีก ดันสวนทางกับรูปลักษณ์ของทีมโดยสิ้นเชิง บางกอกกล๊าส ถึงแม้จะเป็นทีมเงินถุงเงินถัง มีแฟนคลับติดตามมากมาย การตลาดก็ถือว่ายอดเยี่ยม แต่นับตั้งแต่พวกเขาจบอันดับ 3 ในปี 2009 (ปีแรกที่เปลี่ยนจากธนาคารกรุงไทย มาเป็นบางกอกกล๊าส) พวกเขาก็ไม่เคยจบอันดับด้วยการติดท็อป 4 ของไทยอีกเลยจนถึงปัจจุบัน โดยฤดูกาลที่ผ่านมา มีลุ้นจบอันดับ 3 เพื่อไปเล่นฟุตบอลเอเชีย แต่สุดท้ายก็มาแผ่วช่วงท้ายฤดูกาลไปซะดื้อๆ มาถึงปีนี้พวกเขาก็ยังหวังที่จะทำผลงานในไทยลีกให้ดีกว่าเดิม การเสริมทัพไม่มีอะไรหวือหวาเท่าใดนัก ซึ่งศักยภาพของพวกเขามีดีพอที่จะลุ้นหัวตารางของไทยอยู่แล้ว

 

 

“ราชันมังกร” ราชบุรี มิตรผล เอฟซี

สนามเหย้า : ดราก้อน อารีน่า

สถานที่ : จ.ราชบุรี

                ทีมราชันมังกร ถือเป็นทีมระดับภูธรที่ไต่เต้ามาจากลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 อย่างแท้จริง พวกเขาคว้าแชมป์ดิวิชั่น 2 ในปี 2011 ก่อนจะเลื่อนชั้นขึ้นมาดิวิชั่น 1 ในปี 2012 ก็คว้าแชมป์ได้อีก จนเลื่อนขึ้นมาสู่ลีกสูงสุด ถึงแม้การเลื่อนชั้นขึ้นมาไทยลีกฤดูกาลแรกพวกเขาหนีตกชั้นได้อย่างหวุดหวิด แต่ในอีก 2 ฤดูกาลให้หลัง พวกเขาทำอันดับได้ดีเหลือเชื่อ โดยเฉพาะในฤดูกาล 2014 พวกเขาก้าวขึ้นไปจบอันดับ 4 ของไทยลีกได้อย่างสุดยอด และในปีที่ผ่านมาพวกเขาสามารถเกาะหัวแถวของตารางอยู่พักใหญ่ๆ เมื่อดูจากรายชื่อตัวผู้เล่นแล้ว ไม่ได้ดีเด่นไปกว่าทีมอื่นๆแต่อย่างใด ซึ่งพวกเขาถือเป็นจอมเซอร์ไพรส์ เอาชนะได้ทุกทีมที่เจอไม่ว่าจะทีมเล็กกว่าหรือทีมใหญ่กว่า มาถึงฤดูกาลนี้ พวกเขายังมีจุดขายเหมือนเดิม คือ เฮร์แบร์ตี้ เฟร์นานเดซ ศูนย์หน้าบราซิเลียน ดาวซัลโวอันดับ 1 ของทีม ณ ปัจจุบัน

 

 

“สวาทแคท” นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี

สนามเหย้า : สนามเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.นครราชสีมา

สถานที่ : จ.นครราชสีมา

                อีกหนึ่งทีมใหญ่ที่ใช้ความพยายามอยู่หลายปีกว่าจะก้าวขึ้นมาโลดแล่นอยู่บนเวทีสูงสุดของไทย ฤดูกาลที่แล้วเป็นปีแรกที่พวกเขาได้เล่นในไทยลีก และทำผลงานได้ค่อนข้างดี จบอันดับ 8 “โคราช” เป็นจังหวัดใหญ่ แน่นอนว่าแฟนบอลเข้ามาเชียร์ทีมรักในแต่ละนัด ไม่ต้องบอกก็พอจะเดาได้ว่า “แน่นขนัด” แทบทุกนัด เฉลี่ยๆราวๆ 1 หมื่นกว่าคน ถ้าเป็นแมตช์ใหญ่ สนามจะเต็มความจุราวๆ 2 หมื่นคนเลยทีเดียว พวกเขาถือเป็นอีกหนึ่งทีมทุนหนา ที่เน้นสร้างฐานแฟนคลับจนเหนียวแน่น ตัวผู้เล่นในทีมก็ไม่ได้เด่นอะไรมากมาย และในฤดูกาลที่จะมาถึง พวกเขาก็หวังติด 1 ใน 8 ของตารางให้ได้ นำทัพโดย บียอร์น ลินเดมันด์ เพลย์เมคเกอร์ชาวเยอรมัน ที่โชว์ฟอร์มค่อนข้างคงเส้นคงวาอยู่ตลอด

 

 

“กว่างโซ้ง” เชียงราย ยูไนเต็ด

สนามเหย้า : ยูไนเต็ด สเตเดียม

สถานที่ : จ.เชียงราย

                ยอดทีมแห่งภาคเหนือ ขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดของไทยตั้งแต่ฤดูกาล 2011 หากดูผิวเผิน เหมือนพวกเขาจะเป็นทีมขนาดเล็ก และอาจมองว่าต้องหนีตกชั้นตลอด แต่หากสังเกตดีๆแล้ว เชียงราย ยูไนเต็ด ไม่ต้องดิ้นรนหนีตกชั้นเลยแม้แต่ฤดูกาลเดียวนับตั้งแต่เลื่อนชั้นขึ้นมา พวกเขามักจะจบกลางๆตารางอยู่ตลอด ซึ่งก็เป็นไปตามเป้าหมายของประธานสโมสรอย่าง “บิ๊กฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช ที่ขอแค่ทีมอยู่รอดในลีกสูงสุดให้ได้ในทุกๆปี เน้นสร้าง และดันเยาวชนให้ก้าวขึ้นมาโลดแล่นสู่วงการฟุตบอลไทย พวกเขาขึ้นชื่อเกี่ยวกับการดันดาวรุ่งอายุน้อยๆ ให้ลงเล่นในไทยลีกอยู่เสมอ และในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง พวกเราก็จะได้เห็นเด็กๆจากทีม “กว่างโซ้ง” ขึ้นมาสัมผัสฟุตบอลไทยอยู่ไม่มากก็น้อย ซึ่งการเสริมทัพในปีนี้ถือว่าทำได้น่าสนใจ มีตัวใหม่เข้ามาเสริมทีมกว่า 10 ราย อย่าง ฮิโรโนริ ซารูตะ จากการท่าเรือ, เอกชัย ฤทธิพันธ์ จากบีอีซี เทโรศาสน, ปิยพล ผานิชกุล จากเอสซีจี เมืองทองฯ, เวลลิงตัน บรูโน ดา ซิลวา, อเล็กซ์ เอ็นริเก้, เดนนิส มูริลโล่ เป็นต้น

 

 

“สุภาพบุรุษวงจักร” อาร์มี ยูไนเต็ด

สนามเหย้า : สนามกีฬากองทัพบก

สถานที่ : กรุงเทพมหานคร

                อาร์มี ยูไนเต็ด อีกหนึ่งทีมทหารที่อยู่คู่กับวงการฟุตบอลไทยมานานพอสมควร ฤดูกาลที่แล้วพวกเขาพลาดเป้าไปเล็กน้อย จากตอนแรกตั้งเป้าติด 1 ใน 8 แต่สุดท้ายพวกเขาจบที่อันดับ 10 ของตาราง แต่ที่น่าสนใจคือในปีที่ผ่านมา พวกเขาสามารถผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศของฟุตบอลถ้วยเอฟเอ คัพ และลีก คัพ ได้ทั้ง 2 ใบ แต่ก็ต้องน้ำตาตกพ่ายแพ้ในรอบนี้ทั้งสองรายการ พลาดเข้าชิงชนะเลิศ มาในฤดูกาลนี้ ภายในทีมไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย ยังยึดตัวผู้เล่นชุดเดิมๆจากฤดูกาลก่อน ถึงแม้จะเสียกำลังหลักอย่างเออร์เนสโต ภูมิกา ไปให้แบงค็อก ยูไนเต็ด แต่ผู้เล่นคนอื่นก็ยังอยู่กันครบ นำทัพโดย “จ่าเย็น” มงคล ทศไกร ปีกจอมขยันดีกรีทีมชาติไทย ในยุค “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ชัยวัฒน์ นาคเอี่ยม (กัปตันทีม), ดาวุฒ ดินเขต (รองกัปตันทีม), ทศวรรษ ลิ้มวรรณเสถียร มิดฟิล์ตัวตัดเกมดีกรีทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี, อนุวัฒน์ น้อยชื่นพันธุ์ ส่วนตัวต่างชาติ ยังนำโดย ราฟาเอล บ็อตติ, ไค ฮิราโนะ, เซนโก้ คาปราลิค ซึ่งหากอาร์มี่ ยูไนเต็ด ออกสตาร์ทฤดูกาลได้ดี พวกเขาก็คงมีลุ้นจบหัวตารางแบบยาวๆแน่นอน

 

 

“พลังเอ็ม” โอสถสภา เอ็ม-150 สมุทรปราการ

สนามเหย้า : เอ็ม เพาเวอร์ สเตเดียม

สถานที่ : จ.สมุทรปราการ

                ทีมพลังเอ็ม อีกหนึ่งทีมเก่าแก่แห่งวงการฟุตบอลไทย ผลงานของพวกเขาดูจะไม่ค่อยดีนักในหลายๆฤดูกาลที่ผ่านมา โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2013-2015 พวกเขาจบที่อันดับ 8, 11 และ 11 ตามลำดับ มาในปีนี้พวกเขาตั้งเป้าติด 1 ใน 8 ให้ได้ โดยขุมกำลังหลักยังเป็นชุดเดิมแทบไม่เปลี่ยนแปลง นำโดย อภิภู สุนทรพนาเวศ, นพพล ผลอุดม, เอกพันธ์ อินทเสน, บุญมี บุญรอด, ฉัตรชัย บุตรพรหม, เจษฎา พั่วนะคุณมี และถึงแม้ขุมกำลังจะไม่เปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ แต่ก็มีการเสริมทัพให้เห็นบ้าง อย่าง สมปอง สอเหลบ, พลวัฒน์ ปิ่นกอง, สุริยา กุพะลัง, บวร ตาปลา ขณะที่ตัวต่างชาติ ยังนำทัพโดย แอนโธนี โคเมนัน แข้งความเร็วสูง, เจฟเฟอร์สัน มาเชียล กองหลังแซมบ้า และได้ตัวอารอน ดา ซิลวา และอัน แจ ฮุน มาเสริมทัพ ส่วนในรายของผู้ฝึกสอน ยังใช้บริการของสมชาย ทรัพย์เพิ่ม อีกเช่นเคย

 

 

“นกใหญ่พิฆาต” ชัยนาท ฮอร์นบิล

สนามเหย้า : เขาพลอง สเตเดียม

สถานที่ : จ.ชัยนาท

                นกใหญ่พิฆาต ฤดูกาลที่ผ่านมาทำให้แฟนบอลลุ้นกันเสียวจนถึงช่วงท้ายฤดูกาลต้องดินรนหนีตกชั้น แต่ก็เอาตัวรอดมาได้อย่างไม่ยากเย็นเท่าไหร่ ซึ่งก็เป็นปกติของชัยนาทอยู่แล้วจากการที่ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาในลีกสูงสุดตั้งแต่ปี 2012 พวกเขามักจะต้องหนีตกชั้นแทบจะทุกปี แต่ในฤดูกาลนี้ ชัยนาท ไม่ได้ตั้งเป้าแค่หนีตกชั้น แต่พวกเขาตั้งเป้าต้องติดอย่างน้อย 1 ใน 8 ของตารางคะแนนให้ได้ ซึ่งดูจากการเสริมทัพของพวกเขาแล้ว บวกกับผู้เล่นตัวเก่าที่มีอยู่ ชัยนาท ดูน่าเกรงขามขึ้นมาพอสมควร การได้ตัวแข้งแนวรุกสารพัดประโยชน์ อย่าง โช ชิโมจิ อดีตแข้งทีมมังกรไฟ บีอีซี เทโรศาสน มาเสริมทีมนั้น ทำให้พวกเขาดูแข็งแกร่งขึ้นไปโดยปริยาย ไหนจะศูนย์หน้าจอมถล่มประตูอย่าง อเล็กซ์ เวสลีย์ ทียิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำในปีที่แล้ว บวกกับการได้ เรส มาร์เควซ กับ เรนัน ซิลวา 2 ผู้เล่นชาวบราซิลมาเสริมเกมรุก ทำให้พวกเขาดูอันตรายมากๆ นอกจากนี้ยังคว้าตัว คาซึโตะ คูชิดะ สุดยอดมิดฟิลด์ตัวตัดเกมที่เคยค้าแข้งอยู่กับชลบุรี เอฟซี มาร่วมทีมอีก สมทบกับแข้งเดิมของทีม อย่าง สุรเชษฐ์ งามทิพย์, จิตปัญญา ทิสุด, จิระ เจริญสุข, พิชิต ใจบุญ, รัชพล นาวันโน, สมเจตร สัตบุษ ฯลฯ ทำให้ขุมกำลังของพวกเขาค่อนข้างพร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะเปิดฉาก

 

 

“กูปรีอันตราย” ศรีสะเกษ เอฟซี

สนามเหย้า : สนามศรีนครลำดวน

สถานที่ : จ.ศรีสะเกษ

                จริงๆแล้วพวกเขาเป็นทีมฟุตบอลธรรมดาๆทีมหนึ่ง ที่ไม่ได้ดีเด่นอะไรมากมาย แต่ที่น่ายกย่องสำหรับสโมสรแห่งนี้ คือบรรดาแฟนบอลของทีมที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้างทีมอย่างเหนียวแน่น สังเกตได้จากเกมในบ้านของพวกเขา แฟนบอลมักแห่ทะลักเข้ามาเต็มความจุสนามศรีนครลำดวนอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเจอทีมเล็กหรือเจอทีมใหญ่ พวกเขามีจุดเด่นคือการเล่นในบ้านของตัวเอง เมื่อเสียงแฟนบอลดังกึกก้องสนาม เหมือนเป็นเวทมนต์ทำให้นักฟุตบอลวิ่งสู้ฟัด สู้จนหยดสุดท้ายในทุกๆแมตช์ ถึงแม้ตัวผู้เล่นของพวกเขาจะไม่โดดเด่นอะไรมากมาย ในฤดูกาลนี้ที่กำลังจะเปิดฉากนี้ กูปรีอันตรายมีการเปลี่ยนแปลงภายในทีมเล็กน้อย ผู้ฝึกสอนเปลี่ยนจากเฉลิมวุฒิ สง่าพล มาเป็นกุนซือชาวเซิร์บ อย่าง โบซิดาร์ บันโดวิช อดีตเฮดโค้ชบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และบีอีซี เทโรศาสน ขณะที่ผู้เล่น ก็ดึงอิวาน บอสโกวิช ศูนย์หน้าจอมเก๋าที่หมดสัญญาจากบีอีซี เทโรศาสน มาร่วมทีม และยังได้ตัว แอนตัน เซมเลียนูคิน มิดฟิลด์ดีกรีทีมชาติคีร์กีซสถาน มาร่วมทีมอีกด้วย นอกจากต่างชาติที่เสริมมาใหม่ พวกเขายังได้ผู้เล่นไทยมาเสริมทีมอีกด้วย อย่าง จิรวัฒน์ มัครมย์ ที่ยืมตัวมาจากการท่าเรือ, ภูวดล สุวรรณชาติ จากเชียงใหม่ เอฟซี, วีระ เกิดพุดซา นายประตูจอมเก๋า บวกกับผู้เล่นเก่า อย่าง อเดโฟลาริน ดูโรซินมี, วิคเตอร อมาโร่, ลูเบน นิโคลอฟ, ธีระชัย งามเจริญ, ชูมพู แสงโพธิ์ ทำให้ในปีนี้ พวกเขาเป็นอีกหนึ่งทีมที่น่าจับตามอง

 

 

“ตะหานน้ำ” ราชนาวี

สนามเหย้า : สนามราชนาวี สัตหีบ กม.4

สถานที่ : อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

                อีกหนึ่งทีมเหล่าทัพที่ได้โลดแล่นอยู่ในลีกสูงสุดของไทย ฤดูกาลที่แล้ว พวกเขาดิ้นรนหนีตกชั้นอย่างสนุก ก่อนจะได้ตัว “เตโก้” สเตฟาโน่ คูกูร่า มาคุมทัพช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง และพาทีมทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนรอดตกชั้นได้สำเร็จอย่างน่าประทับใจ ชื่อชั้นของพวกเขาเป็นรองหลายๆทีมในลีก ทั้งในเรื่องของเงินสนับสนุน และตัวนักเตะ แต่ที่เป็นจุดเด่น คือความใจสู้ และความฟิต ของบรรดานักเตะภายในทีมที่มีอยู่เต็มเปี่ยม ทำให้พวกเขาโชว์ผลงานได้ดีมากในครึ่งฤดูกาลหลัง มาถึงฤดูกาลนี้นักเตะของพวกเขาก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเท่าไหร่ จะมีก็คือการเสียศูนย์หน้าตัวเก่ง เวร์เจริโอ ไปให้ชลบุรี เอฟซี แต่พวกเขาก็คว้าตัวอังเดร หลุยส์ ไลเต้ จากสุพรรณบุรี และแอดดิสัน อัลเวส จากโอสถสภาฯ มาร่วมทีม ถือว่าทดแทนกันได้อย่างดี นอกจากนี้พวกเขายังดึงตัวเฟลิเป เฟอร์ไรร่า กลับมาสู่ทีม หลังจากย้ายไปซบสุโขทัยในปีที่แล้ว และพาต้นสังกัดเลื่อนชั้นได้สำเร็จ ไม่รู้ว่าในฤดูกาลนี้พวกเขาจะทำได้ดีเพียงใด จะต้องดิ้นรนหนีตกชั้นอีกหรือไม่ ต้องติดตาม

 

 

“มังกรไฟ” บีอีซี เทโรศาสน

สนามเหย้า : สนามเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มีนบุรี

สถานที่ : กรุงเทพมหานคร

                “มังกรไฟ” กลายเป็นทีมที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในไทยลีกก็ว่าได้ เริ่มจากนายใหญ่อย่างคุณไบรอัน ลินด์เซย์ มาร์คาร์ ประกาศขายทีมให้นักธุรกิจชาวไทยกลุ่มหนึ่งเข้ามาบริหารทีม (ตามข่าวระบุว่าเป็นกลุ่มนายทุนจากบริษัทสยามกีฬา ที่เป็นเจ้าของทีมเมืองทองฯเดิม) แต่คุณไบรอัน ก็ยังมีชื่อเป็นประธานสโมสรเช่นเดิม ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือ การปล่อยยืม 3 แข้งหลักของทีม ดีกรีทีมชาติไทย อย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และพีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา ไปให้ “กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ยืมตัวไปใช้งาน และยังขายอดิศักดิ์ ไกรษร กับ ทริสตอง โด ไปร่วมทีมกิเลนผยองด้วยเช่นกัน แต่พวกเขาก็ยังได้นักเตะจากฝั่งเมืองทองฯ โยกข้ามฟากมาร่วมทีมเช่นเดียวกัน อย่างเช่น ชนานันท์ ป้อมบุปผา, สุริยา สิงห์มุ้ย, ศิวกรณ์ เตียตระกูล, สราวุธ กัลยาณบัณฑิต, มิลาน บูบาโล นอกจากนี้พวกเขายังได้ตัวต่างชาติ อย่าง มิลอส โบซานซิช, สเตเท่น สเลเตโนวิช 2 แข้งชาวเซิร์บ มาร่วมทีม และคิม จอง อู กองกลางดีกรีทีมชาติเกาหลีใต้มาร่วมทีมอีกด้วย บวกกับนักเตะเดิมที่ยังอยู่กับทีม อย่าง เจนรบ สำเภาดี, สมพร ยศ, พิทักษ์พงษ์ กุลสุวรรณ, อดิศร พรหมรักษ์, ชยพัทธ์ กิจพงษ์ศรีธาดา, เกร็ก เอ็นโวโคโล่, ธีระพล เยาะเย้ย, สิทธิโชค ทัศนัย, เอกชัย ฤทธิพันธ์ ทำให้ขุมกำลังของพวกเขาดูไม่ขี้ไหร่เท่าไหร่ ถึงแม้จะเสียตัวหลักไปเยอะ แต่พวกเขาก็ยังลุ้นทำอันดับที่ดีในไทยลีกได้อย่างสบายๆ ภายใต้การคุมทีมของโค้ชฝีมือดี อย่าง บรังโก้ สมิลยานิช

 

 

“โลมาน้ำเงิน” พัทยา ยูไนเต็ด

สนามเหย้า : ดอลฟินส์ สเตเดียม

สถานที่ : เมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

                น้องใหม่ไทยลีก 2016 ทีมโลมาน้ำเงิน จบอันดับ 2 ในศึกยามาฮ่า ลีกวัน ฤดูกาลที่แล้ว ได้สิทธิ์เลื่อนชั้นโลดแล่นในเวทีลีกสูงสุดของไทย เพิ่งได้ตัวมิลอส โจซิค กุนซือมากประสบการณ์ ที่เคยคุมหลายทีมในไทย มาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน ขุมกำลังของพวกเขาส่วนใหญ่ยังเป็นหน้าเดิมๆจากฤดูกาลที่แล้ว นำโดย อนุวัฒน์ อินยิน, ศุภนันท์ บุรีรัตน์, ศาสนพงษ์ วัฒยุชูติกุล, กิตติศักดิ์ โฮชิน, วรนาท ทองเครือ, ภัทร ปิยภัทร์กิติ, ภูมิน แก้วตา ซึ่งพวกเขามีการเสริมทีมบ้างเล็กน้อย อย่าง ธนศักดิ์ ศรีใส จากอุบลราชธานี, บาส ซาเวจ จากทีโอที เอสซี, เจษฎา จิตสวัสดิ์ ซึ่งดูจากขุมกำลังแล้ว พวกเขาคงลุ้นเหนื่อยแน่ๆในแต่ละนัด ตั้งเป้าขออยู่รอดในเวทีไทยลีกต่อไป

 

 

“ค้างคาวไฟ” สุโขทัย เอฟซี

สนามเหย้า : สนามฟุตบอลทุ่งทะเลหลวง

สถานที่ : จ.สุโขทัย

                อีกหนึ่งทีมน้องใหม่แห่งเวทีไทยลีก 2016 ที่กว่าจะได้เลื่อนชั้น ต้องรอเล่นแมตช์ตัดสินที่เลื่อนมาจากฤดูกาลปกติ เมื่อก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งพวกเขาก็เฉือนชนะนครปฐมไปได้ 1-0 จบอันดับ 3 ของยามาฮ่า ลีกวัน 2015 ได้สิทธิ์เลื่อนสู่ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร มาในฤดูกาลนี้ พวกเขาเร่งเสริมทัพเป็นการใหญ่ เพื่อต่อกรกับทีมอื่นๆในเวทีไทยลีก ตัวใหม่ๆที่ทีมค้างคาวไฟคว้าตัวมาได้ ก็มีอย่าง ลักษณะ คำรื่น จากชัยนาท ฮอร์นบิล, ปิยาชาติ ศรีมะเรือง จากสระบรี เอฟซี, โกศวัต ว่องไวลิขิต ยืมตัวจากราชบุรี เอฟซี, สราวุธ กองลาภ จากบางกอกกล๊าส เอฟซี ส่วนตัวต่างชาติ เซ็นบิรัมเม่ ดิยุฟ ปีกตัวจี๊ดมาร่วมทีม, มูริลโญ่ โกเมซ ปราการหลังชาวบราซิลวัย 25 ปี หากมองจากรายชื่อผู้เล่นแต่ละคนแล้วอาจจะดูไม่หวือหวาเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยครั้งหนึ่งพวกเขาก็ได้ขึ้นมาโลดแล่นในเวทีสูงสุดก็คงต้องใส่เต็มที่ วิ่งสู้ฟัดกันทุกคน และพร้อมที่จะแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่า การขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดของพวกเขา ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

 

 

“เดอะ บิ๊กแบง” บีบีซียู เอฟซี

สนามเหย้า : สนามเฉลิมพระเกียรติ เทศบาลนครนนทบุรี

สถานที่ : จ.นนทบุรี

                เดอะ บิ๊กแบง อีกหนึ่งทีมน้องใหม่ที่ได้สิทธิ์เลื่อนชั้นขึ้นมาสู่เวทีไทยลีกเป็นทีมสุดท้าย แทนที่ของเพื่อนตำรวจ ทีมแชมป์ยามาฮ่า ลีกวัน ที่มีปัญหาเรื่องเงินๆทองๆ และการบริหาร ทำให้โดนตัดสิทธิ์ จริงๆแล้วพวกเขาคือเป็นทีมเก่าแก่แห่งวงการฟุตบอลไทย เพราะชื่อทีมเก่าของเขาคือ สินธนา โดยในฤดูกาลนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาจะได้สิทธิ์แบบไม่ทันตั้งตัวสักเท่าไหร่ การเสริมทัพของพวกเขาเลยดูไม่ค่อยหวือหวาเท่าที่ควร ผู้เล่นยังยึดตัวหลักจากชุดเดิมในยามาฮ่า ลีกวัน ฤดูกาลที่ผ่านมา ปีนี้พวกเขาคงหวังแค่รอดตกชั้นให้ได้ เพื่อไปเน้นกับการเสริมทัพอย่างจริงๆจังๆในฤดูกาลหน้า