ศึกฟุตบอลที่คนไทยให้ความสนใจ และติดตามมากที่สุด อย่าง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2015-16 กำลังจะเริ่มฟาดแข้งเปิดสนามกันในวันที่ 8 ส.ค.นี้ โดยเกมเปิดสนาม เป็นการพบกันระหว่าง “ปีศาจแดง” แมนฯยูไนเต็ด อดีตแชมป์ลีกสูงสุดแห่งเกาะอังกฤษ 20 สมัย พบ “ไก่เดือยทอง” ทอตแนม ฮอตสเปอร์ ยอดทีมจากกรุงลอนดอน เวลา 18.45น.

 

                เรามาส่องทีมใหญ่ทั้ง 6 ทีม ก่อนเปิดฤดูกาลกันว่าทีมไหนมีความเคลื่อนไหว หรือเปลี่ยนแปลงภายในทีมอย่างไรกันบ้าง และแต่ละทีมมีการเสริมทัพได้ดีแค่ไหน โดยเรามาดู 2 ทีมยักษ์ใหญ่ อันดับ 1 และ 2 จากฤดูกาลที่แล้วกันก่อน

 

– “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี (แชมป์เก่า)

ทีมสิงห์บลูส์ ภายใต้การกุมบังเหียนของกุนซือจอมอหังการ โจเซ มูรินโญ ฤดูกาลนี้ไม่มีการเสริมทัพอย่างหวือหวา มีผู้เล่นเข้ามาสู่ทีมชุดใหญ่เพียงแค่ 2 คน คือ อัสเมียร์ เบโกวิช ผู้รักษาประตูทีมชาติบอสเนีย วัย 28 ปี มาเป็นอะไหล่สำรองของ ธิโบต์ กูร์ตัวส์ นายทวารหมายเลข 1 ทีมชาติเบลเยียม หลังจากปล่อยตัว ปีเตอร์ เช็ก นายประตูร่างโย่งจอมหนึบไปให้ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล และ ราดาเมล ฟัลเกา ศูนย์หน้าหมายเลข 1 ทีมชาติโคลอมเบีย ที่ฤดูกาลก่อน ล้มเหลวกับ แมนฯยูไนเต็ด ซึ่งเชลซี ตัดสินใจยืมหัวหอกวัย 29 ปีจากโมนาโกรายนี้มาใช้งาน 1 ฤดูกาล และมีอ็อปชั่นซื้อขาดหากฟอร์มดี

นอกจากนั้นก็มีซื้อตัว 2 ดาวรุ่ง อย่าง นาธาน กองกลางตัวรุกดาวรุ่งชาวบราซิล จากแอตเลติโก พาราเนนเซ่ จากลีกบราซิล และดานิโล พานติช มิดฟิลด์ดาวรุ่งชาวเซอร์เบีย จากทีมปาร์ติซาน เท่านั้น

ส่วนการปล่อยตัวผู้เล่น นอกจากปีเตอร์ เช็ก ที่ขายให้อาร์เซนอล  สิงห์บลูส์ ก็ยังตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ศูนย์หน้าจอมถึก เนื่องจากอายุอานามค่อนข้างเยอะแล้ว ซึ่งเจ้าตัวตัดสินใจโยกไปค้าแข้งในแดนมะกัน กับทีม มอลทรีอัล อิมแพ็ค ในเมเจอร์ลีก ซ็อคเกอร์ สหรัฐอเมริกา และตัดสินใจขาย ฟิลิปเป หลุยส์ แบ็คซ้ายชาวบราซิเลียน กลับไปให้ “ตราหมี” แอตเลติโก มาดริด ทั้งๆที่เพิ่งซื้อตัวมาจากแอตฯมาดริด เมื่อฤดูกาลก่อน แต่ดูแล้วเจ้าตัวจะปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษไม่ค่อยได้ เป็นเหตุให้ไม่ค่อยได้ลงสนามเท่าไหร่นัก และถูกขายกลับไปให้ต้นสังกัดเดิมในที่สุด นอกจากนี้ยังปล่อย กาเอล กากูต้า ไปให้เซบีญ่า, จอร์จ เบรดี้ ไป ซันเดอร์แลนด์ และปล่อยน้องชายแท้ๆของ เอเดน อาซาร์ อย่าง ธอร์แกน อาซาร์ ไปให้โบรุทเซีย มึนเช่นกลัดบัค รวมถึงปล่อยตัว จอร์ช แม็คเอชรัน ไปให้เบรนฟอร์ท อีกด้วย

จริงๆ เชลซี ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องซื้อตัวให้หวือหวาเหมือนแต่ก่อน เนื่องจากสภาพทีม ณ เวลานี้ เต็มไปด้วยแข้งระดับพระกาฬ ที่เล่นกันได้อย่างลงตัวอยู่แล้ว และมูรินโญ่เองก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงทีมที่แข็งแกร่งอยู่แล้วแต่อย่างใด ซึ่งมองไปที่ผังตัวผู้เล่นของสิงห์บลูส์ แต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นขุมกำลังหลักชุดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลที่แล้วทั้งสิ้น

อย่าง เอเดน อาซาร์, ออสการ์, วิลเลียน, ดิเอโก คอสตา, เชส ฟาเบรกัส, เนมาย่า มาติช, โลอิค เรมี่, จอห์น เทอร์รี่, แกรี เคฮิลล์, บรานิสลาฟ อิวาโนวิช, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, ธิโบต์ กูร์ตัวส์, รามิเรส ไหนจะผู้เล่นที่รอพิสูจน์ตัวเองในการยึดตัวจริงของทีม อย่าง ฮวน กวาดราโด้ ที่เพิ่งซื้อมาเมื่อช่วงเปิดตลาดเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา, จอห์น โอบี มิเกล ที่พร้อมลงไปตัดเกมเมื่อโค้ชต้องการ, เคิร์ต ซูม่า ปราการหลังดาวรุ่งชาวฝรั่งเศสที่น่าจับตามอง และพร้อมแย่งตำแหน่งตัวจริงภายในทีมกับรุ่นพี่อยู่เสมอ ต้องบอกว่าแข็งแกร่งในทุกตำแหน่งจริงๆสำหรับทีมแชมป์เก่าที่แทบจะไม่ต้องเสริมเติมแต่งอะไรอีก

ฤดูกาลที่จะมาถึง อยู่ที่กึ๋นของยอดกุนซือโจเซ มูรินโญ ว่าจะจัดการอย่างไรกับทีมที่มีอยู่ในมือ และจะจัดการกับคู่แข่งในฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะเปิดฉากอย่างไร ถึงแม้ในช่วงปรีซีซั่น เชลซี จะโชว์ผลงานได้ค่อนข้างแย่ ไม่ชนะใครใน 90 นาทีเลยตลอดเกมอุ่นเครื่องก่อนเปิดฤดูกาล รวมถึงในฟุตบอลคอมมูนิตี้ชิลด์ ก็พ่ายแพ้ให้กับอาร์เซน่อล 0-1 อย่างไรก็ตามมันก็เป็นเพียงแค่เกมอุ่นเครื่อง มูรินโญ่ คงจะเห็นจุดอ่อนอะไรหลายๆอย่างในทีม ซึ่งเขาต้องเอามาเป็นการบ้านในการปรับปรุงและแก้ไขแน่ๆ และในฤดูกาล 2015-16 พวกเขาจะป้องกันแชมป์ลีกได้หรือไม่ แฟนทีมสิงโตน้ำเงินครามต้องติดตาม

 

 

– “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (รองแชมป์เก่า)

ว่ากันตามตรง ฤดูกาลที่แล้วถือเป็นฤดูกาลที่น่าผิดหวังจริงๆสำหรับทีมเรือใบสีฟ้า ที่เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์เต็มที่ แต่ไร้ซึ้งโทรฟี่ ไม่ได้แชมป์ใดๆเลยในทุกรายการที่ลงเล่น ฟุตบอลลีก จบด้วยรองแชมป์, เอฟเอ คัพ และลีกคัพ จอดป้ายที่รอบ 4, ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยการพ่ายแพ้ต่อ ทีมแชมป์บาร์เซโลน่า ขณะที่ฟุตบอลคอมมูนิตี้ชิลด์ ก็ยังเป็นแค่รองแชมป์ด้วยการพ่ายแพ้ให้กับอาร์เซน่อล 0-3 เรียกได้ว่า กุนซือมานูเอล เปเยกรินี ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในฤดูกาลที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เทรนเนอร์ผมขาวชาวชิลี ก็ยังได้รับความไว้วางใจจากบอร์ดบริหารให้คุมทีมต่ออีก 1 ฤดูกาล โดยมีข้อแม้ว่า ต้องมีแชมป์ติดไม้ติดมือด้วย มิเช่นนั้นจะกระเด็นตกเก้าอี้ทันที หากมองไปถึงการเสริมทัพแข้งใหม่ของทีมเรือใบสีฟ้าในฤดูกาลนี้ ก็ดูจะไม่ค่อยหวือหวาเท่าที่ควรเหมือนกับเชลซี มีเพียงจ่ายเงินจำนวน 49ล้านปอนด์ ให้กับลิเวอร์พูล ในการซื้อตัว ราฮีม สเตอร์ลิง ปีกความเร็วสูงทีมชาติอังกฤษมาร่วมทีม และจ่ายอีกราวๆ 12 ล้านปอนด์ ให้กับแอสตัน วิลล่า แลกกับ ฟาเบียน เดลฟ์ มิดฟิลด์ วัย 25 ปี ทีมชาติอังกฤษ ให้มาร่วมชายคาทีมเรือใบ

เหตุผลที่แมนฯซิตี้ ดูจะไม่ฟุ่มเฟือยเหมือนฤดูกาลก่อนๆ เนื่องจากโควต้านักเตะต่างชาติภายในทีมเรือใบสีฟ้า ณ เวลานี้ แน่นเอียด เต็มไปด้วยนักเตะนอกสหราชอาณาจักร พวกเขาดูเหมือนจะหานักเตะที่เป็น “โฮมโกรน” (Home Grown) หรือผู้เล่นท้องถิ่นในอังกฤษมาร่วมทีมเสียมากกว่า เนื่องจากต้องการรักษาโควต้าผู้เล่นภายในทีมให้เสถียร ซึ่งพรีเมียร์ลีก กำลังเข้มงวดเรื่องนักเตะท้องถิ่นเป็นอย่างมาก

ส่วนนักเตะที่ถูกปล่อยออกไป ก็เป็นตัวผู้เล่นที่ทีมไม่ค่อยได้ใช้งานในฤดูกาลที่ผ่านมา อย่าง อัลบาโร่ เนเกรโด้ ขายขาดให้บาเลนเซีย หลังจากปล่อยให้ยืมในช่วงเดือนม.ค.ที่ผ่านมา, เดดริค โบยาต้า ดาวรุ่งที่ดูเหมือนจะรุ่งในช่วงแรกๆ แต่กลายเป็นร่วงซะงั้น ปล่อยไปให้กลาสโกว์ เซลติก ในสก็อตแลนด์, มาติย่า นาสตาซิช ปล่อยไปชาลเก้, ไมกาห์ ริชาร์ด ไป แอสตัน วิลล่า (หมดสัญญา), สก็อตต์ ซินแคลร์ ไป แอสตัน วิลล่า, แฟรงค์ แลมพาร์ด ไปทีมพันธมิตร อย่าง นิวยอร์ค ซิตี้ (หมดสัญญา), เจมส์ มิลเนอร์ ไป ลิเวอร์พูล (หมดสัญญา), จอห์น กุยเด็ตติ ไปเซลต้า บีโก้ (หมดสัญญา) ซึ่งคนนี้ดูจะน่าเสียดายมากเนื่องจากเป็นแข้งทีมชาติสวีเดนที่ถูกจับตามองเพราะฟอร์มการเล่นในนามทีมชาติยอดเยี่ยมมากๆ, และปล่อยตัว สเตฟาน โยเวติช ให้อินเตอร์ มิลาน ยืมตัวไปใช้งาน พ่วงอ็อปชั่นซื้อขาด

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง แมนฯซิตี้ จะไม่หวือหวาในตลาดซื้อขายนักเตะ แต่พวกเขาดูจะคล้ายๆกับเชลซี คือมีขุมกำลังที่แข็งแกร่งอยู่แล้วเป็นทุนเดิม แข้งปัจจุบันของทีมล้วนแล้วแต่ระดับพระกาฬแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น เซร์คิโอ อเกวโร่, ยายา ตูเร่, ดาบิด ซิลบา, เฆซุส นาบาส, วิลฟรีด โบนี, แวงซ็องต์ ก็อมปานี, เอเลียควิม ม็องกาลา, เฟร์นันดินโญ่, เฟร์นันโด, โจ ฮาร์ต ไหนจะดาวรุ่งที่น่าจับตามอง อย่าง มาร์กอส โลเปส ดีกรีทีมชาติโปรตุเกส ชุดอายุไม่เกิน 20 ปี ชิงแชมป์โลก 2015 เท่านี้ขุมกำลังของทีมเรือใบสีฟ้า ก็ดูน่าเกรงขามอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องดึงแข้งใหม่เข้ามาเสริมมากมายเหมือนก่อน

ไหนจะมีข่าวกับ เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติเบลเยียม ที่โชว์ฟอร์มได้เปรี้ยงปร้างมากๆในฤดูกาลที่ผ่านมากับทีม โวล์ฟบวร์ก เขาเคยอยู่กับ เชลซี มาก่อน แต่ไม่ได้รับโอกาสในพรีเมียร์ลีกเท่าที่ควร และถูกปล่อยตัวไปในที่สุด ถ้าแมนฯซิตี้ ได้ตัวเดอ บรอยน์ มาอีก 1 คน จะทำให้ขุมกำลังของพวกเขาแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม และจะเป็นแคนดิเดตในการแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้เช่นเคย เวลานี้คงอยู่ที่กึ๋นของกุนซือ มานูเอล เปเยกรินี ที่จะมาพร้อมกับการแบกรับความกดดันอันมหาศาล ที่ต้องพาทีมซิวแชมป์ให้ได้

 

            ส่อง 6 ทีมใหญ่ ก่อนเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เพิ่งผ่านไป 2 ทีม ตอนต่อไปมาติดตามกันต่อกับอีก 2 ทีมยักษ์ใหญ่ อย่าง “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล และ “ปีศาจแดง” แมนฯยูไนเต็ด ว่าก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ ขุนพลของพวกเขามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรกันบ้าง…..

 

ขอบคุณภาพจาก : Barclays Premier League – www.premierleague.com

Comments

comments