แชร์โพสนี้

ข่าวร้ายรับช่วงต้นปี 2562 ยังคงหนีไม่พ้นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่พัดถล่มประเทศในเอเชีย เริ่มจากที่ฟิลิปปินส์ แม้พายุดีเปรสชัน ‘อุสมัน’ (Usman) จะอ่อนกำลังและเคลื่อนตัวออกไปแล้ว แต่อิทธิพลของพายุได้ทิ้งความเสียหายมากมาย โดยหลังมีฝนตกหนักต่อเนื่องในหลายจังหวัดแถบภาคตะวันออกของประเทศ ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2561 ก็ได้ก่อให้เกิดเหตุดินโคลนถล่มตามมาในพื้นที่จังหวัดอัลไบ (Albay), จังหวัดคามารีนส์ซูร์ (Camarines Sur) และจังหวัดซอร์โซโกน ( Sorsogon) ของเขตบิกอล (Bicol) ทำให้ 3 พื้นที่นี้ถูกยกให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุด และต้องการความช่วยเหลือและเงินบริจาคด่วนที่สุด โดยปัจจุบัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงทำงานหนักต่อเนื่องเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตและผู้สูญหาย

สภาการจัดการและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแห่งชาติฟิลิปปินส์ (Philippine National Disaster Risk Reduction and Management Council หรือ NDRRMC) เผยว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากพายุอุสมันล่าสุดบันทึกไว้ที่ 85 ราย บาดเจ็บ 40 ราย (ตามรายงานอัปเดตของสำนักข่าว Rappler สื่อในฟิลิปปินส์) และยังสูญหายอีกจำนวนนวนหนึ่ง ความเสียหายจากภัยพิบัติครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อภาคครัวเรือนกว่า 4 หมื่น 5 พัน 400 ครอบครัว หรือคิดเป็นจำนวนประชาชนราว 1 แสน 9 หมื่น 1 พันราย ขณะนี้ แต่มีเพียงประมาณ 6 พัน 600 ครอบครัวเท่านั้น ที่เข้าถึงความช่วยเหลือจากทางการ โดยถูกส่งตัวไปพักพิงยังศูนย์ช่วยเหลือผู้อพยพ 170 แห่ง ทั่วประเทศ

เหตุน้ำท่วมและดินโคลนถล่มยังสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานทั้งของรัฐและเอกชนมากมาย ถนนหลายสายใช้งานไม่ได้เพราะยังมีน้ำท่วมขัง กระเเสไฟฟ้าขัดข้อง และมีการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนหนึ่ง ทำให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในจังหวัดคามารีนส์ซูร์ และอีกหลายเมืองของจังหวัดอื่น ต้องประกาศหยุดการเรียนการสอนทุกระดับชั้น โดยเบื้องต้นให้หยุดถึงวันที่ 4 มกราคมนี้ (พรุ่งนี้) ก่อน

อิทธิพลของดีเปรสชันอุสมันยังก่อให้เกิดฝนตกหนัก และดินโคลนถล่มในเมือง ซูคาบูมี ในจังหวัดชวาตะวันตก ของอินโดนีเซียด้วย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย และยังสูญหายอย่างน้อย 25 คน ทั้งนี้ โฆษกของหน่วยงานบริหารจัดการภัยพิบัติแห่งชาติอินโดนีเซีย เผยด้วยว่าฝนที่ตกหนักทำให้กระแสไฟฟ้าในหลายพื้นที่ใช้งานไม่ได้ ถนนถูกดินถล่มทำลายหน้าดินทำให้บางส่วนยังใช้การไม่ได้ จนเป็นอุปสรรคต่อการนำความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นรถขนสิ่งของบรรเทาทุกข์ หรือรถพยาบาล เข้าสู่พื้นที่ประสบภัย

อย่างไรก็ตาม แม้ดินโคลนถล่มจะเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นปกติในอินโดนีเซีย แต่ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ชาวอินโดนีเซียเผชิญภัยธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดคือ เหตุสึนามิครั้งใหญ่ อันเกิดจากแผ่นดินไหวขนาด 7.4 แมกนิจูด ซึ่งเป็นผลกระทบจากการปะทุของภูเขาไฟอานัก กรากาตัว เหตุดินถล่มที่เพิ่งเกิด จึงเป็นเหมือนฝันร้ายที่ซ้ำเติมทรัพยากรและความเป็นอยู่ของคนในประเทศ

หน่วยงานบริหารจัดการภัยพิบัติแห่งชาติอินโดนีเซีย (National Disaster Mitigation Agency : BNPB) เผยสถิติว่า ในปี 2018 อินโดนีเซียเผชิญภัยธรรมชาติเกือบ 2 พันครั้งเลยทีเดียว ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมเกือบ 4 พันราย และต้องพลัดถิ่นราว 3 ล้านคน และในปี 2019 จะยังคงต้องเผชิญภัยธรรมชาติ

ไม่น้อยไปกว่ากัน โดยคาดว่าอาจเกิดภัยธรรมชาติมากถึง 2 พัน 500 ครั้ง แต่ที่ต้องเฝ้าระวังมากเป็นพิเศษคือ อุทกภัย น้ำท่วม ดินถล่ม และพายุทอร์นาโดขนาดเล็ก สาเหตุที่เป็นเช่นนี้มาจาก อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนวงแหวนไฟ (Ring of Fire) ซึ่งเป็นจุดที่เกิดแผ่นดินไหวได้ง่าย นอกจากนี้ ในประเทศยังเผชิญปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า และการทำลายแหล่งต้นน้ำสำคัญ โดยไม่มีหน่วยงานเข้าไปเยียวยาความอุดมสมบูรณ์ ทำให้สิ่งแวดล้อมถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง

ด้าน องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ( OECD) ออกมารายงานผลการศึกษาด้วยว่า ตั้งแต่ปี 2523-2560 เอเชียเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภับธรรมชาติมากถึง 71% เมื่อเทียบกับผลกระทบที่ทั่วโลกเผชิญ โดยปัจจุบัน มี 5 เมืองใหญ่ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ต้องเฝ้าระวังอุทกภัยจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นมากที่สุด คือ กรุงเทพมหานคร ของไทย, เมืองบันดุง (Bandung) ในจังหวัดชวาตะวันตกของอินโดนีเซีย, เมืองไฮฟอง ( Hai Phong) ทางตอนเหนือของเวียดนาม และเมืองเซบู (Cebu) และเขตเศรษฐกิจอิสกันดาร์ (Iskandar) ทางตอนใต้ของมาเลเซีย

สาเหตุหนึ่ง เป็นเพราะในประเทศดังกล่าวยังคงขาดความเข้มแข็งในการเตรียมพร้อมแผนรับมือและป้องกันภัยพิบัติ ทำให้แทบทุกครั้งที่เกิดภัยธรรมชาติ มักได้รับความเสียหายรุนแรงเสมอ พร้อมแนะนำด้วยว่า สำหรับแผนพัฒนาเมืองเหล่านี้ในอนาคต จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องคำนึงผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม และวางระบบการระบายน้ำอย่างดี เพื่อลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติ อย่างเช่นการวางแผนในญี่ปุ่น เป็นต้น

โลกยามเช้า

ต้อนรับอรุณรุ่งของวันใหม่ กับ โลกยามเช้า และโลกยามเช้าสุดสัปดาห์ อัพเดทข่าวสารจากต่างประเทศก่อนใคร และสาระความรู้ ความบันเทิง จากทั่วทุกมุมโลก

  • วันออกอากาศ  จ-ศ เวลา 04.00 – 04.25น.
  • วันออกอากาศ  ส-อา เวลา 05.10-05.35น.
  • ช่อง 3HD ช่อง 33