หลังจากที่สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส เปิดฉากปฎิบัติการยิงถล่มซีเรียระลอกใหม่ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดทั้ง 3 ชาติ มีมติหยุดยิงแล้ว ส่วนทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ได้อัพเดททางทวิตเตอร์ ถึงเหตุการณ์ด้วยว่า “ประสบความสำเร็จในการโจมตี”

ซึ่งทั้งสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร อ้างว่า การโจมตีครั้งนี้ เป็นการตอบโต้เหตุการณ์ที่รัฐบาลซีเรีย โจมตีประชาชนในเมืองดูมา ด้วยอาวุธเคมี ก่อนหน้านี้ และยังเตือนรัฐบาลซีเรีย อีกว่าตนพร้อม “ล็อกเป้าหมายและยิงทันที “หากรัฐบาลซีเรีย คิดใช้แก๊สพิษ เพื่อกวาดล้างพลเมืองอีกครั้ง

ทางด้านกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ เผยว่า การโจมตีทางอากาศนี้ มีจุดประสงค์เพื่อจะสกัด ไม่ให้รัฐบาลซีเรีย ดำเนินการพัฒนาโครงการอาวุธเคมีต่างๆ ภายใต้การนำของ ปธน.บาซาร์ อัล อัดซาด ได้อีกในอนาคต โดยกองทัพสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร ได้ยิงขีปนาวุธนับร้อยลูก ครอบคลุมพื้นที่บริเวณกรุง ดามัสกัส และกรุง ฮอม ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ศูนย์วิจัยอาวุธเคมี 1 แห่ง และ คลังเก็บอาวุธเคมีอีก 2 แห่ง รวมถึงยืนยันว่า ขีปนาวุธทุกลูกที่ยิงไป สามารถทำลายเป้าหมายได้ทั้งหมด

โดยทาง ปธน.วลาดิเมียร์ ปูติน แห่ง รัสเซีย ซึ่งสนับสนุนรัฐบาลซีเรีย เรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จัดการประชุมฉุกเฉิน ว่าด้วยเรื่องของการประณามเหตุโจมตี โดยอ้างว่าทั้งสหรัฐฯ และ ชาติพันธมิตร ได้สร้างวิกฤตทางด้านมนุษยธรรม และ ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ อีกทั้งยังยืนยันว่า รัฐบาลซีเรียไม่ได้โจมตีพลเมืองด้วยแก๊สพิษแต่อย่างใด

และนาย Vasily A. Nebenzia เอกอัครราชทูตรัสเซีย ยังกล่าวเสริมว่า ทั้งสามชาติ ไม่ควรโจมตี ซีเรีย จนกว่าทีมตรวจสอบอาวุธเคมี จากองค์การเพื่อการห้ามใช้อาวุธเคมี (OPCW) จะเข้ามาตรวจสอบในพื้นที่เมือง ดูมา เพื่อหาหลักฐานพิสูจน์ว่า ทางรัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีโจมตีพลเมือง จริงหรือไม่

ทางด้าน Sacha Llorenty ทูตโบลิเวีย โต้แย้งว่า ทั้ง สหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศส ควรเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ มากกว่านี้ อีกทั้ง ยังเรียกทั้งสามชาติว่า เป็นชาติ”จักรวรรดินิยม”ที่คิดว่าประเทศตนพิเศษกว่าประเทศอื่นๆ รวมถึง เป็นที่พึ่งของโลก จึงสามารถยกตนให้อยู่เหนือกฎหมายได้

อย่างไรก็ตาม หลังผลการลงมติในที่ประชุม จาก 15 ชาติ มีเพียง 3 ชาติ ซึ่งได้แก่ รัสเซีย โบลิเวีย และจีน ที่เห็นชอบให้ประณามการกระทำของผู้โจมตี ขณะที่ 8 ชาติ มีมติไม่เห็นชอบ และอีก 4 ชาติ ที่งดออกเสียง จึงยังคงมีคำถามจากหลายฝ่ายว่า อะไรคือเป้าหมายที่แท้จริง ของการโจมตีทางอากาศจากทั้งสามชาติพันธมิตรในครั้งนี้?

ซึ่งทางด้านเว็บไซต์ The Guardian ได้วิเคราะห์ไว้ว่า การยิงถล่มซีเรีย ด้วยขีปณาวุธครั้งนี้ เป็นเหมือนการการสาธิต อาวุธยุทโธปกรณ์ของรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งคล้ายกับการจัดฉาก เพราะมีการเตือนให้ทหาร รัสเซีย ออกจากพื้นที่ ก่อนการโจมตี และยังโจมตีในขอบเขตที่จำกัดไว้ ทำให้พื้นที่ในซีเรียส่วนใหญ่ ไม่ได้รับความเสียหาย โดยได้อธิบายเพิ่มเติมไว้ด้วยว่า

ซึ่งขีปนาวุธที่ทางกองทัพสหรัฐฯ ใช้โจมตีนั้น ส่วนใหญ่เป็นโทมาฮอว์ก จากเรือรบสหรัฐฯ 2 ลำ รวมถึง ใช้เครื่องบินรบ เพื่อปล่อยระเบิด B-1 Lancer ลงพื้นที่

ส่วนทางด้านกองกำลังอังกฤษเอง ได้ส่งฝูงบินจู่โจม RAF Tornado GR4 เพื่อยิงขีปนาวุธนำวิถี Storm Shadow ซึ่งเป็นขีปนาวุธที่กล่าวขานว่า ทันสมัยที่สุดในโลก

ส่วนทางด้านฝรั่งเศส ได้ส่งฝูงบิน Rafale และ ยิงขีปนาวุธ MdCN จากเรืออเนกประสงค์ ที่ลอยลำอยู่กลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้เวลาโจมตีประมาณ 45 นาที และคิดเป็นมูลค่ากว่า 50 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,500 ล้านบาท

 

โลกยามเช้า

ต้อนรับอรุณรุ่งของวันใหม่ กับ โลกยามเช้า อัพเดทข่าวสารจากต่างประเทศก่อนใคร และสาระความรู้ ความบันเทิง จากทั่วทุกมุมโลก

Comments

comments