แชร์โพสนี้

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศตอบรับคำเชิญของนาย คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ทักษะการสานสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ หลายคนวิจารณ์ว่า ปธน.ทรัมป์ ตอบรับคำเชิญเร็วไป โดยยังไม่พิจารณาถึงข้อดีข้อเสีย



ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ตอบรับคำเชิญผู้นำเกาหลีเหนือ นายคิม จอง อึน ในการหารือร่วมกันครั้งแรกของประวัติศาสตร์ระหว่างสองประเทศผู้นำที่มีอิทธิพล โดยนายทรัมป์ ถือเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐฯ ที่ตอบรับการเจรจาต่อรองกับเกาหลีเหนือ 

โดยเนื้อหาของการประชุม คือ การรณรงค์ยุติโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ และการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะยาว ยังไม่มีการกำหนดเวลา และสถานที่ที่แน่นอน ของการประชุมนี้อย่างเป็นทางการ แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าจะจัดขึ้นภายในเดือนพฤษภาคม

เจฟฟรีย์ ลูอิส ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์แห่งสถาบันการศึกษาระหว่างประเทศของมิดเดิลเบอร์รี่ กล่าวว่า อันที่จริงการประชุมร่วมกับ ปธน.สหรัฐฯ เป็นนโยบายต่างประเทศที่ยิ่งใหญ่ของเกาหลีเหนือ และเกาหลีเหนือต้องการเจรจามานานหลายทศวรรษแล้ว เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเกาหลีเหนือมีความสำคัญไม่แพ้ประเทศอื่นๆ ในโลก

และถึงแม้ว่าผู้นำบางประเทศอย่างประธานาธิบดีเกาหลีใต้อย่าง มุน แจ อิน จะสนับสนุนการหารือครั้งประวัติศาสตร์นี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายของสหรัฐฯ ยังคงกังวลกับท่าทีการตอบรับของนายทรัมป์ที่เห็นว่า เป็นการกระทำที่เร็วเกินไป อีกทั้งยังขาดการวิเคราะห์ถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาในอนาคต

โดยสมาชิกวุฒิสภามีความเห็นว่า การที่นายทรัมป์ตกลงร่วมเจรจากับเกาหลีเหนือนั้น เปรียบเสมือนเป็นการสนับสนุนระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ของนาย คิม จอง อึน ทั้งที่จริงแล้ว นายทรัมป์ควรให้ความสำคัญกับผลกระทบปัญหาความมั่นคงแห่งชาติที่อาจจะตามมาภายหลังจากการประชุมมากกว่า

เดอะ วอชิงตัน โพสต์ วิเคราะห์อุปสรรค 3 ข้อ ที่จะเป็นตัวสร้างความท้าทายต่อทั้งสองฝ่ายว่า จะสามารถหาข้อสรุป หรือความคืบหน้าข้อพิพาทนิวเคลียร์ที่มีมานานนับทศวรรษได้หรือไม่

โดยอุปสรรคอย่างแรก คือ ความน่าเชื่อถือของทั้งสองฝ่ายที่มีต่อกัน โดยนายทรัมป์ต้องแสดงให้ฝั่งเกาหลีเหนือเห็นว่า สหรัฐฯ จะไม่เป็นอันตรายต่อระบอบการปกครองของเกาหลีเหนือ ขณะที่นักวิชาการส่วนใหญ่ก็เชื่อว่า เกาหลีเหนือเองจะแอบขยายโครงการนิวเคลียร์ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเช่นกัน 

อุปสรรคต่อมา คือ ช่องว่างของการมีส่วนร่วมของทั้งสองฝ่าย โดยที่ผ่านมาเกาหลีเหนือปฏิเสธเข้าร่วมการประชุมร่วมกับประเทศอื่นๆ มาโดยตลอด รวมถึงเมื่อไม่นานมานี้ที่นายทรัมป์ประกาศว่าจะยังคงคว่ำบาตรเกาหลีเหนือต่อไป ถึงแม้จะตอบรับการประชุม ซึ่งช่องว่างนี้ฝ่ายสหรัฐฯ เอง จำเป็นต้องเร่งผลักดันให้ขยายกรอบความร่วมมือทางด้านนิวเคลียร์เพื่อลดหย่อนมาตรการคว่ำบาตรที่มีต่อเกาหลีเหนือ

และอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการเจรจาครั้งนี้ คือ เป้าหมายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ ในขณะที่สหรัฐอเมริกาอาจจะเต็มใจที่จะลงนามในข้อตกลงสันติภาพที่ระบุว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อระบอบการปกครองของนายคิม จอง อึน และเพื่อยุติข้อพิพาท ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ แต่หากนายคิม จอง อึน คิดว่า การกระทำเช่นนี้ส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศตนก็ไม่สามารถที่จะยอมตกลงได้เช่นกัน

ทำให้ยังมีคำถามว่า หากการเจรจาครั้งนี้เกิดขึ้น ผู้นำเกาหลีเหนือจะทำตามข้อตกลงที่บอกว่า จะยุติโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์จริงหรือไม่ และหากการเจรจาไม่เป็นไปตามที่นายทรัมป์มั่นใจว่าสามารถจัดการปัญหาทุกอย่างได้นั้น จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปกับคาบสมุทรเกาหลี รวมถึงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียด้วย 

โลกยามเช้า

ต้อนรับอรุณรุ่งของวันใหม่ กับ โลกยามเช้า อัพเดทข่าวสารจากต่างประเทศก่อนใคร และสาระความรู้ ความบันเทิง จากทั่วทุกมุมโลก