หลังจากไปเยือนเมืองต่างๆ ของประเทศอิหร่านมาหลายเมือง สัปดาห์นี้ก็ถึงคิวของ อิสฟาฮาน เมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประทศ และยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะล้ำค่าของชาวเปอร์เซียอีกด้วย ว่าแต่ทำไมเมืองนี้ถึงเป็นความภูมิใจชาวอิหร่าน วันนี้เราจะมาร่วมค้นหาไปด้วยกัน


 

เริ่มที่แรกด้วยจตุรัสที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อย่าง อิหม่ามสแควร์ (Imam Square) จากตรงนี้เราจะเห็นพระราชวัง มัสยิด และสถาปัตยกรรมโบราณที่สำคัญมากมายตั้งอยู่ล้อมรอบ โดยวันนี้เราจะเยี่ยมชมให้ทั่วจตุรัส

 

 

 

และที่แรกที่เราเลือกเข้ามาเยี่ยมชมก็คือ มัสยิดอิหม่าม (Imam Mosque) ซึ่งเป็นมัสยิดที่ถือได้ว่ามีศิลปะชั้นเยี่ยมของโลก ทั้งกระเบื้องสีที่ผลิตได้ยากในธรรมชาติ ลวดลายอันวิจิตรบนกระเบื้อง และรูปแบบการสร้างที่ถ่ายเทความร้อนและกระจายเสียงได้ดี แสดงให้ว่าชาวเปอร์เซียสมัยก่อนนั้นมีวิทยาการที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน

 

 

 

 

เดินต่อมาอีกนิดก็พบกับความยิ่งใหญ่ของ พระราชวังอาลีคาปู (Ali Qapu Palace) พระราชวังที่ประทับของซาห์อับบาสที่ 1 ซึ่งเป็นกษัตริย์ผู้สร้างเมืองแห่งนี้โดยการย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่นี่ได้สำเร็จ

 

 

 

เมื่อขึ้นมาถึงชั้นที่ 6 จะพบกับลวดลายฉลุสวยงามทั่วทั้งห้อง โดยลวดลายเหล่านั้นไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ใช้เป็นเครื่องกันสะท้อน เนื่องจากเป็นห้องที่ใช้แสดงดนตรี การแสดงดนตรีในห้องนี้จึงจะได้เสียงที่มีคุณภาพดี และไม่สะท้อนก้องจนฟังไม่รู้เรื่อง

 

 

 

ก่อนจะไปเที่ยวชมที่อื่นต่อ ก็มาแวะเพิ่มพลังด้วยอาหารพื้นเมืองกันก่อน ซึ่งภายในร้านมีการตกแต่งด้วยกระจกโมเสก ตามสไตล์เปอร์เซีย

 

 

 

อย่างที่ทราบกันว่าประเทศอิหร่านผู้คนนิยมทานเนื้อแกะกัน ใครกลัวกลิ่นแรงหายห่วง เพราะเนื้อแกะของที่นี่ไม่มีกลิ่นสาบให้ต้องเสียอารมณ์

 

 

 

 

หรือหากใครไม่ชอบทานเนื้อแกะ ก็ยังมีเนื้อไก่และปลาให้เลือกได้ตามใจ โดยเสิร์ฟพร้อมโรตี ทานคู่กันกับสตูไก่ที่มีความเข้มข้นคล้ายซอส รสชาติเปรี้ยวหวานอร่อยลงตัว

 

 

 

 

 

อิ่มท้องแล้วก็มาเดินย่อยกันต่อที่ มัสยิดชีค ล็อตฟุลเลาะห์ (Sheikh Loftfollah) มัสยิดส่วนพระองค์ที่มีแต่เชื้อพระวงศ์เท่านั้นที่จะเข้าได้ แต่ปัจจุบันเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้เข้าชมได้ทั่วไป

 

ภายในมีการก่อสร้างที่ซับซ้อนและมีความสวยงามวิจิตรอย่างมาก อาคารหลังไม่ใหญ่แต่ใช้เวลาสร้างนานถึง 20 ปี

 

 

 

 

เต็มอิ่มกับความอลังการของพระราชวังแล้ว เราเปลี่ยนบรรยากาศมาเดินเที่ยวตลาดซึ่งอยู่รอบๆ จตุรัสกันบ้าง

 

 

 

 

จากที่เดินชม ทำให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้คนในประเทศนี้ ซึ่งหนึ่งสิ่งที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็น ‘พรมเปอร์เซีย’ หลายคนรู้จักชื่อเสียงของพรมที่ผลิตที่ประเทศอิหร่านกันดีอยู่แล้ว แต่อาจไม่รู้ว่าทำไมมันถึงมีราคาแพง เนื่องจากพรมเปร์เซียแต่ละผืนทอขึ้นด้วยมือ 100% ใช้เวลาทอนานหลายเดือนจนถึงหลายปี ทำให้มีความเป็นเอกลักษณ์และมีผืนเดียวในโลก นอกจากนี้วัสดุยังมีความประณีตอย่างมาก เช่น สีย้อมเส้นใย ที่ทำมาจากดอกไม้และผลไม้ที่มีอยู่ในธรรมชาติ

 

 

 

หรือผืนที่มีมูลค่าสูง ก็มีการนำหอยมุข หรือกระทั่งเส้นใยจากทองคำมาถักทอ อย่างผืนที่เห็นนี้ ซึ่งถ้าคิดเป็นเงินไทยก็มีมูลค่าหลายล้าน พรมจึงถือเป็นเครื่องแสดงถึงฐานะอย่างหนึ่งของชาวเปอร์เซีย

 

 

 

ตกดึก อากาศเย็นสบาย เหมาะที่จะออกมาเดินเล่น โดยสถานที่ที่อยากแนะนำคือที่ สะพานคาจู (Khaju Bridge) สะพานโบราณที่เคยจุดพักผ่อนของทหารสมัยก่อนที่ต้องเดินทางไกล

 

 

 

 

ประเทศอิหร่าน ประเทศที่มีประวัติความเป็นมาและอารยะธรรมอันล้ำค่ามาอย่างยาวนาน แต่เพิ่งเปิดให้คนภายนอกเข้าเที่ยวชมได้ไม่นานมานี้ หวังว่าจะเป็นที่ชื่นชอบ ส่วนสัปดาห์หน้าลีลามีจะพาไปที่ไหนอย่าลืมติดตามชม

 

 

แผนที่ท่องเที่ยวอิสฟาฮานตามรอยลีลามี

 

 

 

 

 

ชมคลิปลีลามีพาเที่ยวประเทศอิหร่านเพิ่มเติม

 

ตอน ตะลุยอิหร่าน ตามรอยอารยธรรมเปอร์เซีย

 

เที่ยว 'ชีราช' สัมผัสความยิ่งใหญ่แห่งอารยธรรมเปอร์เซีย

ลีลามี

รายการท่องเที่ยวระดับพรีเมี่ยม ที่จะพาคุณผู้ชมออกไปสัมผัสการเดินทางกับลีลาที่เป็นตัวคุณ ลีลาเฉพาะตัว ดูแลกันและกัน แตกต่างไม่เหมือนใคร

Comments

comments