แชร์โพสนี้

นางทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงบัตรเอทีเอ็ม และเดบิตตามนโยบายคณะกรรมการระบบการชำระเงิน (กรช.) ช่วยให้ผู้ถือบัตร มีความปลอดภัยมากขึ้นว่า ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค. นี้เป็นต้นไป บัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งในประเทศไทย จะเป็นบัตรแบบชิปการ์ด ขณะที่บัตรเดิมอีก 60 ล้านใบที่ยังเป็นแถบแม่เหล็กจะทยอยเปลี่ยนเป็นบัตรตามมาตรฐานชิปการ์ดของไทย ภายในวันที่ 31 ธ.ค.62 
 
 
 
 
ปัจจุบันในระบบการเงินไทย มีบัตรเดบิต และเอทีเอ็มแบบแถบแม่เหล็ก จำนวน 60 ล้านใบ และมีตู้ ATM ทั้งหมดในประเทศไทย กว่า 60,000 เครื่อง และขณะนี้ได้มีการพัฒนาให้ใช้งานได้ ทั้ง บัตรแบบแถบแม่เหล็ก และชิปการ์ด คิดเป็น 86 % ที่เหลืออีก 14% ยังเป็นตู้ ATM แบบเก่าที่ใช้ได้แต่แถบแม่เหล็ก ซึ่งตู้กลุ่มนี้กำลังจะหายไป เพราะไม่คุ้มค่าในการเปลี่ยนเป็น 2 ระบบ 
 
 
ด้านนายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย ยอมรับว่า ต้นทุนการทำบัตรชิปการ์ดสูงกว่าแบบแถบแม่เหล็ก ทำให้แนวโน้มค่าธรรมเนียมอาจสูงขึ้น แต่ระยะแรกของการเปลี่ยนผ่าน หลายธนาคารยืนยันว่าจะไม่มีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม และหากมีการปรับขึ้น เชื่อว่ากลไกตลาดจะทำให้ธนาคารนั้นถูกลดความน่าสนใจลง โดยคาดว่าบัตรแบบแถบแม่เหล็ก 60 ล้านใบ จะเปลี่ยนได้หมดภายในสิ้นปี 2562 โดยประชาชนที่ถือบัตรแบบเเถบเเม่เหล็กอยู่ สามารถไปติดต่อธนาคารเจ้าของบัตร เพื่อเปลี่ยนเป็นบัตรแบบชิปการ์ดได้ทันที
 
ข่าววันใหม่
  • ให้คุณทันข่าว ทันกระแส ทันที ในครอบครัว
  • ช่อง3 : HD 33
  • วันเเละเวลาออกอากาศ : จ.-ศ. เวลา 05.55 – 02.15 น. เเละ ส.-อา.เวลา 01.10-02.15 น.