แชร์โพสนี้

จากกรณี เก๋ เลเดอเรอร์ หรือ น.ส.กันยกร ศุภการค้าเจริญ อายุ 30 ปี นางแบบสาว เจ้าของธุรกิจลาพรีมคลินิก กระโดดตึกเสียชีวิต เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่ผ่านมา จากนั้นมีกระแสข่าวว่ามีปัญหากับน้องคนสนิท ถึงขั้นเขียนจดหมายก่อนฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ยังมีปมเงิน 14 ล้านบาท

วานนี้ (17 ก.ย.) นายองอาจ เลเดอเรอร์ หรือ เอิร์ก เลเดอเรอร์ ได้ออกมาแถลงข่าวชี้แจงควมจริงที่เกิดขึ้นพร้อมนำสำเนาหลักฐานการคุยไลน์กับเก๋ 2 ฉบับ  โฉนดที่ดินในการก่อสร้างบริษัท และหนังสือรับรองสภาพหนี้จำนวน 14 ล้านบาทมามอบให้กับสื่อ

โดยเอิร์กกล่าวว่า จากกรณีที่มีข่าวออกมานั้นไม่เป็นความจริง และยังทำให้ครอบครัวและธุรกิจได้รับความเสียหายอย่างมาก ตนจึงขอยืนยันความบริสุทธิ์ใจ และตนไม่ได้ต้องการที่จะทำร้ายเก๋ เพราะตนรักเก๋ เราสองคนรักกัน เราสร้างทุกอย่างมาด้วยกันทั้งคู่

ประเด็นแรกที่มีข่าวออกมาว่าเก๋ถอนเงินให้ตนและบอกให้ซื้อรถลัมโบร์กินี แต่ตนไปซื้อเป็นเงินผ่อน หลังจากนั้นจับได้ เลยให้ขายรถคันนี้และเอาเงินมาคืนนั้น ตนอยากชี้แจงว่า ไม่จริง ตนกับเก๋เรารับรู้มาด้วยกันโดยตลอดตั้งแต่แรกว่าเราจะซื้อเงินผ่อนตั้งแต่แรก และตนเองมีเอกสารที่เราซื้อรถคันนี้และเก๋เองก็ยังเป็นคนค้ำประกันให้ตนด้วย เราไปซื้อด้วยกัน ทั้งนี้ก็ไม่รู้ว่ามีข่าวหลุดออกมาได้ยังไง ว่าเก๋ไม่รู้เรื่องเลย

ประเด็นที่สองเรื่องเงิน 14 ล้านบาทที่มีข่าวว่าตนโกงนั้น ไม่เป็นความจริง ขอชี้แจงและแสดงหลักฐานว่าเป็นเงินทำธุรกิจและไม่ใช่ติดหนี้เก๋แต่เป็นการใช้หนี้แทน โดยที่มาที่ไปเกิดจากตนและเก๋ทำธุรกิจร่วมกัน เงินทั้งหมดเป็นเงินที่เกิดจากการทำธุรกิจเลเดอเรอร์คลินิก ทั้ง 2 สาขา คือรามอินทราและบางนา ในตอนแรกการบริหารการเงินใช้ร่วมกัน พอมาวันนึงเก๋บอกว่าตอนนี้เราสองคนต้องแยกกันแล้ว โดยเก๋อยากให้ตนไปทำในส่วนที่บางนาอย่างสบายใจ

ส่วนตรงที่รามอิทราเก๋จะเป็นคนดูแลเองเพราะอยากให้คนมาประคองตรงนี้ช่วย ซึ่งก็คือทางคนสนิทของเก๋ เพราะมันต้องใช้เงินเยอะ ตนก็โอเคเคารพในการตัดสินใจของเก๋ จึงตัดสินใจแยกกัน ซึ่งการที่แยกออกมาทำคลินิกที่บางนา (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นคาริสม่า) แค่เพียงสาขาเดียวนั้น ไม่ได้ขัดแย้ง แต่เป็นการพูดคุยตกลงกันก่อนหน้านี้กับเก๋ ว่าคงต้องแยกสาขากันอย่างชัดเจนเพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในการบริหาร ยืนยันไม่มีปัญหาใดๆกับเก๋ เลเดอเรอร์ ไม่เคยทะเลาะกันและคุยกันทุกวัน

กระทั่งสาขารามอินทรามีปัญหาและหุ้นส่วนของสาขาดังกล่าวบอกว่าเงินได้หายไปจากบัญชี 14 ล้านบาท จากนั้นได้มีการไปตรวจสอบข้อมูลบัญชีของเก๋ก็พบว่า เก๋เป็นคนเซ็นรับเงิน และเงินก็เข้าบัญชีเก๋ ก่อนที่จะโอนมาให้ตนเอาไปทำคลินิกที่บางนาแต่หุ้นส่วนที่รามอินทราไม่รู้เรื่อง ซึ่งยอมรับว่าพลาดเองที่ตนและเก๋ไม่ได้ทำสัญญาตั้งแต่แรกว่าเงินทั้ง 2 สาขานี้ จะใช้ร่วมกันคิดแค่ว่าต้องสร้างทั้ง 2 สาขาให้เสร็จ 

โดยทางคนสนิทของเก๋ก็ได้บอกว่าตนต้องรับผิดชอบร่วมกันกับเก๋เพราะเงินใช้ด้วยกัน แต่ตนยินดีที่จะเซ็นรับสภาพหนี้แทนเก๋ทั้งหมด เนื่องจากเก๋หาเงินก้อนได้ลำบาก เพราะ 2 ปี ที่ผ่านมาเก๋มีปัญหาเรื่องของ กลต. จึงกลายเป็นว่าตนหาเงินได้อยู่คนเดียว จึงรับผิดชอบหนี้เองคนเดียวทั้งหมด และได้มีการเซ็นสัญญาชำระหนี้กันเกิดขึ้น โดยขอผ่อนเป็น 3 งวด งวดที่1 จำนวน 3 ล้านบาท ตนได้ชำระไปแล้ว เหลืออีก 2 งวดคือ จำวนวน 8 ล้านบาท มีกำหนดชำระสิ้นเดือนกันยายนนี้ และงวดที่ 3 จำนวน 3 ล้านบาท มีกำหนดชำระช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งตนมีหลักฐานการเซ็นสัญญาการชำระหนี้อย่างชัดเจน

ส่วนประเด็นที่สามเรื่องงานหมั้นของเก๋ ที่ตนไปเป็นเถ้าแก่ให้นั้นเป็นความจริง และเรื่องเงินค่าสินสอด 1 ล้านบาทของเก๋ที่มีข่าวว่าตนเอาไปนั้น เป็นไปไม่ได้เพราะถ้าเกิดแต่งงาน เราจะยอมให้คนอื่นเอาเงินสินสอดไปคงไม่มีทาง และเรื่องที่ว่าตนได้เอาบ้านที่กรุงเทพกรีฑาไปขายนั้น ตนขายจริงและบ้านหลังนั้นเป็นบ้านของตน เป็นชื่อของตนไม่ใช่ของเก๋ตามที่เป็นข่าว

ประเด็นที่สี่เรื่องที่ตนไม่ไปงานศพเก๋นั้น ตนอยากชี้แจงว่า ตอนทราบข่าวตนได้ไปดูเก๋ที่ รพ.และร่วมงานรดน้ำศพแต่ไม่ได้ไปร่วมงานสวดเพราะถูกอีกฝ่ายข่มขู่ ซึ่งตนไม่อยากเอ่ยว่าใคร สำหรับเรื่องคดี ขณะนี้รอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.โชคชัย เรียกเข้าให้ปากคำ ซึ่งก็พร้อมยินดีให้ข้อมูลและมั่นใจในทุกสิ่งที่พูดว่าเป็นความจริง

เอิร์กยังกล่าวอีกว่า สาเหตุการตัดสินใจฆ่าตัวตายของเก๋นั้น ตนก็ไม่ทราบว่าเพราอะไร แต่ตนและเก๋ได้มีปัญหาอะไรกัน และจากที่เก๋ให้สัมภาษณ์กับสื่อไปก่อนที่จะเสียชีวิตนั้นตนก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าอะไรทำให้เก็พูดแบบนั้นออกไป อีกทั้งเรื่องจำนวนเงิน 14 ล้าน ตนก็เป็นผู้เซ็นรับสภาพหนี้จ่ายแทนเก๋ไม่น่าจะฆ่าตัวตายเพราะเรื่องนี้

แต่ก่อนหน้านี้เก๋เคยเล่าถึงปัญหากับทางครอบครัวของคู่หมั้นที่เข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนตน ในสาขารามอินทรา โดยเล่าถึงความกดดันจากครอบครัว จนไม่สามารถทำธุรกิจได้เหมือนเดิม แต่เรื่องนี้ตนไม่อยากฟันธง เนื่องจากจะเป็นการกล่าวหาบุคคลอื่น ซึ่งตนคิดว่าการตัดสินใจของเก๋ในครั้งนี้น่าจะมีปัจจัยมาจากหลายเรื่องซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องอะไรบ้าง

นอกจากนี้วันงานเผาศพเก๋ตนได้บอกกับพ่อแม่เก๋ว่า ตนจะทำหหน้าที่แทนเก๋คือการดูแลครอบครัวและส่งเสียน้องเก๋เรียน

หลังจากที่ เอิร์ก ได้แถลงข่าวออกไปแล้วนั้น ผู้สื่อข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ได้มีการติดต่อไปยัง นางกัลยา ขันแก้ว คุณแม่ของเก๋ โดยคุณแม่ได้กล่าวสั้นๆกับผู้สื่อข่าวว่า ขณะนี้ทางครอบครัวได้เดินทางกลับมาพักอยู่ที่จังหวัดพะเยาแล้ว และยังไม่พร้อมที่จะพูดหรือให้ข้อมูลอะไรเพราะจากวันนั้นจนถึงวันนี้คุณแม่เองก็ยังทำใจไม่ได้ และการพูดคุยกับเอิร์กนั้น ยังไม่ได้มีการคุยกันและยังไม่ทราบอะไร ส่วนเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเรียกไปสอบปากคำเพิ่มเติมนั้นก็ยังไม่ทราบเช่นกันคงต้องรอให้มีการติดต่อมาอีกที

ส่วนความคืบหน้าทางคดี ตอนนี้ ตร.ประสานงานไปกับบิดาและครอบครัวของผู้เสียชีวิต เพื่อมาให้ปากคำแล้ว แต่ยังไม่สามารถระบุวันเวลาได้ เนื่องจากเพิ่งเสร็จจากพิธีศพไป

ตอนนี้ในส่วนของพนักงานสอบสวน ทำสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสำนวนการชันสูตรพลิกศพ พิสูจน์ทราบว่าผู้เสียชีวิตเป็นใคร ลักษณะการตาย สาเหตุการตาย เกิดจากอะไร และขาดเพียงสอบปากคำของทางญาติ เพื่อนำมาประกอบสำนวนเท่านั้น

ขณะเดียวกันตอนนี้ถ้าครอบครัวติดใจ ถึงสาเหตุคนที่ทำให้ผู้เสียชีวิตเครียด กระทั่งกระโดดตึก ฆ่าตัวตาย ตามที่สังคมตั้งข้อสงสัย เรื่องนี้ทางครอบครัวสามารถขออำนาจศาล ให้ตั้งเป็นผู้จัดการมรดก สืบหารวมรวบเอกสาร ไปฟ้องร้องกับผู้ที่นำเงินไปกระทั่งทำให้ผู้เสียชีวิตเครียด จนตัดสินใจกระโดดตึกลงมาเสียชีวิตได้

ข่าววันใหม่
  • ให้คุณทันข่าว ทันกระแส ทันที ในครอบครัว
  • ช่อง3 : HD 33
  • วันเเละเวลาออกอากาศ : จ.-ศ. เวลา 05.55 – 02.15 น. เเละ ส.-อา.เวลา 01.10-02.15 น.