แชร์โพสนี้

วานนี้ (6 ก.ย.) ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษา ชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ในคดีทุจริตการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี ในโครงการรับจำนำข้าว สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิพากษาไปแล้วเมื่อวันที่ 25 ส.ค.2560 มีจำเลยเกี่ยวข้องทั้งสิ้น 28 คน ในจำนวนนี้ จำเลยหลบหนีไป 2 คน และศาลได้สั่งจำคุกจำเลยจำนวน 15 คน
 
อาทิ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นระยะเวลา 42 ปี นายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จำนวน 36 ปี นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ 40 ปี ในฐานความผิดต่อหน้าที่ราชการ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ตามกฎหมาย ป.ป.ช. ความผิดตามพระราชบัญญัติฮั้วประมูล และประมวลกฎหมายอาญา ฐานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เป็นต้น เนื่องจากการขายข้าวเป็นจีทูจีครั้งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่เป็นการนำ บริษัทรัฐวิสาหกิจของจีนมาแอบอ้าง เพื่อประโยชน์ในการทุจริตทำให้รัฐเสียหายกว่า 16,000 ล้านบาท
 
โดยคดีนี้จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาตามกฎหมายใหม่ เพื่อขอลดโทษเนื่องจากมีพยานหลักฐานเพิ่มเติม แต่อัยการโจทย์ได้กลับขออุทธรณ์เพิ่มโทษจำเลยเพื่อต่อสู้ด้วย
 
ในที่สุดศาลได้พิพากษาแก้โทษจำคุกนายบุญทรง โดยเพิ่มอีกกระทงหนึ่งเป็นเวลา 6 ปี จากโทษเดิม 42 ปี เป็น 48 ปี เนื่องจากจำเลยร่วมกันเห็นชอบให้มีการให้มีการแก้ไขสัญญาซื้อขายข้าวจีทูจีเปิดช่องให้บริษัทที่แอบอ้างเป็นตัวแทนรัฐบาลจีนไม่ต้องชำระค่าซื้อขายข้าวตามสัญญาและไม่ต้องส่งข้าวไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน จนเกิดการนำข้าวมาเวียนเทียนขายภายในประเทศเพื่อรับประโยชน์จากโครงการรับจำนำข้าว
 
พร้อมแก้คำพิพากษาให้จำคุก กลุ่มบริษัทโรงสีซึ่งรับซื้อข้าวที่ได้จากการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งศาลเคยยกฟ้องไปก่อนหน้านี้ ได้แก่ นายทวี อาจสมรรถ กรรมการบริษัท กิจทวียโสธรไรซ์ จำกัด จำเลยที่ 23 จำคุก8 ปี ปรับ 50,000 บาท นายปกรณ์ ลีศิริกุล กรรมการบริษัท จำเลยที่ 26 และนางประพิศ มานะธัญญา กรรมการบริษัท เจียเม้ง จำกัด จำเลยที่ 28 จำคุก คนละ 4 ปี ปรับ 25,000 บาท แต่ให้รอลงอาญา 3ปี เนื่องจากทราบปัญหาการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวแต่ยังเข้าไปมีส่วนร่วม
 
นอกจากนี้ ยังให้สั่งปรับโรงสีอีก 4 ราย คือห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีกิจทวียโสธร จำเลยที่ 22, บริษัท กิจทวียโสธรไรซ์ จำกัด จำเลยที่ 24, บริษัท เค.เอ็ม.ซี. อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด จำเลยที่ 25 และบริษัท เจียเม้ง จำกัด จำเลยที่ 27 อีกรายละ 25,000 บาท เนื่องจากมีส่วนร่วมรับซื้อข้าวทุจริตมาเก็บรักษาไว้ในคลังสินค้า
 
สำหรับการชำระค่าเสียหายในส่วนแพ่ง ได้สั่งให้ บ.สยามอินดิก้า จำกัด จำเลยที่ 10 นายอภิชาติ จันทรสกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง นายนิมล รักดี ซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำบริษัทที่แอบอ้างว่าเป็นตัวแทนของรัฐบาลจีนนั้น กำหนดให้ชำระร่วมกัน 20,057 ล้านบาท จากคำพิพากษาเดิม 16,912 ล้านบาท
 
และให้ บริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ส์ จำกัด (สิราลัย)จำเลยที่ 20 และ นางสาวธันยพร จันทร์สกุลพร จำเลยที่21 ซึ่งเป็นลูกสาวของเสี่ยเปี๋ยง ที่มีส่วนร่วมในการซื้อขายข้าวจีทูจีปลอมนั้น ชำระ 2,135 ล้านบาท จากคำพิพากษาเดิม 1,294 ล้านบาท
 
การอ่านคำพิพากษาครั้งนี้ศาลใช้เวลา 7 ชั่วโมงเต็ม ซึ่งหลังศาลอ่านคำพิพากษา เสร็จสิ้น กรมราชทัณฑ์ ได้นำตัวนายบุญทรง และพวก กลับเรือนจำพิเศษกรุงเทพทันที ซึ่งการเบิกตัวนายบุญทรง มาฟังคำพิพากษาวันนี้ได้เดินทางโดยพยาบาลของโรงพยาบาลราชทัณฑ์มีการใส่เฝือกอ่อนบริเวณลำคอด้วยท่ามกลางการดูแลของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด
 
ซึ่งนายเดชนัฐวิทย์ เตริยาภิรมย์ บุตรชายนายบุญทรงที่มาให้กำลังใจด้วยให้ สัมภาษณ์สื่อมวลชน หลังฟังคำพิพากษา ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและน้ำตาคลอ ยอมรับว่า นายบุญทรง รู้สึกช็อกกับผลที่ออกมา แต่ก็ยอมรับคำตัดสินของศาลเพราะถือว่าได้พิสูจน์ตัวเองเป็นครั้งที่ 2 อย่างเต็มที่แล้ว โดยนายบุญทรงได้ฝากฝังให้ตนเดินหน้าทำหน้าที่ทางการเมืองต่อไป และได้เดินมาปลอบให้ตนต้องเข้มแข็ง
 
พร้อมระบุว่ารู้สึกเป็นห่วงเนื่องจากนายบุญทรง มีความเสี่ยงเป็นอัมพาต มีอาการขาชา เดินไม่สะดวกยังต้องรอผ่าตัดหลัง ขณะนี้ได้ผ่าตัดหมอนรองกระดูกที่บริเวณต้นคอ เพื่อรักษาอาการช่วงบนแล้ว
ข่าวเช้าวันหยุด

แม้จะเป็นวันเสาร์อาทิตย์ แต่ข่าวไม่เคยมีวันหยุด เพื่อให้เช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ของทุกคนเป็นเช้าวันสบายๆ ที่ไม่ตกข่าว ออกอากาศทางช่อง 3 และ HD ช่อง 33 เวลา 06.55 – 7.25 น.