แชร์โพสนี้

วานนี้ (26 ต.ค.) พรรคประชาธิปัตย์ จัดดีเบต ผู้สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 3 คน คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก และนาย อลงกรณ์ พลบุตร” อดีตรองหัวหน้าพรรค ในหัวข้อ “ดีเบต 61 ประชาธิปัตย์ คนไทยจะได้อะไร” ซึ่งจัดขึ้นภายในห้องประชุมชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมทย์ เวลา 16.00-17.30 น. โดยปรับห้องประชุมเป็นสตูออกอากาศถ่ายทอดสดการดีเบต รองรับคนได้ 120 คน ที่จะเข้าชมการดีเบต แบ่งเป็นกองเชียร์ผู้สมัครทั้ง 3 คน คนละ 20 คน รวม 60 คน ส่วนอีก 60 คน เป็น กกต. พรรค / คณะกรรมการบริหารพรรคและผู้อาวุโสของพรรค เช่น นายชวน หลีกภัย / นายบัญญัติ บรรทัดฐาน และคนรุ่นใหม่ของพรรค รวมถึงประชาชนคนนอก ที่ถูกเชิญมาเป็นผู้สังเกตการณ์ โดยกองเชียร์ที่อยู่ในห้องดีเบตทั้งหมดทำได้แค่ปรบมือ ห้ามทำเสียงโห่ร้อง

โดยรูปแบบการดีเบต คำถามทั้งหมด 9 ข้อ ซึ่งผู้สมัครจะไม่รู้มาก่อน และเป็นคำถามจากพิธีกร และประชาชนที่ส่งคำถามมาผ่านช่องทางของพรรค โดยใช้เวลาทั้งหมด 1 ชั่วโมง 30 นาที เมื่อตอบคำถามครบ 9 ข้อ ผู้สมัครทั้ง 3 คน จะมีเวลาทั้งหมด 3 นาที ในการแสดงวิสัยทัศน์ ขณะที่บรรยากาศที่พรรคประชาธิปัตย์ บรรดากองเชียร์ผู้สมัคร ต่างมาจับจองพื้นที่ ที่พรรคได้ติดตั้ง จอติดตั้งจอ LED ขนาดใหญ่เชื่อมสัญญานตลอดการดีเบตให้กองเชียร์ได้รับชมด้วย สำหรับสื่อมวลชน ก็ต้องลงทะเบียน แสดงบัตรประจำตัวประชาชน บัตรต้นสังกัด ก่อนเข้าไปติดตามการดีเบตชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

โดยคำถามแรกเป็นการขอความเห็นต่อหัวหน้าพรรคทั้ง 7 คนที่ผ่านมาของพรรคว่า ชื่นชอบคนใดเป็นส่วนตัว โดยผู้ท้าชิงทั้ง 3 คนเห็นพ้องกัน ว่า ทุกคนมีความสามารถเหมาะสม แต่ละช่วงและสถานการณ์ของประเทศ ไม่สามารถบอกได้ว่าใครดีที่สุด โดยนายแพทย์วรงค์ ผู้สมัครเบอร์ 2 กล่าวว่า ส่วนตัวได้สัมผัสใกล้ชิดกับนายชวน หลีกภัย ขณะที่หัวหน้าคนอื่น สัมผัสจากตัวหนังสือ ซึ่ง นายชวนสอนให้ต่อสู้และมีความซื่อสัตย์สุจริต รักประชาชน และสอนมาตลอด ตำแหน่งการเมืองมอบให้ลูกหลานไม่ได้ และสิ่งที่เรียนรู้จากนายชวน คือต้องขยัน ทำให้ตนเองซึ่งเป็นมวยรอง ต้องขยันในการขอเสียงสนับสนุนจากสมาชิก

ขณะเดียวกัน คำถามจากประชาชนทางบ้านที่ส่งผ่านช่องทางของพรรค มากที่สุดที่ถามมาว่า หากได้เป็นหัวหน้าพรรคจะแก้ปัญหาให้ได้ ส.ส. ในพื้นที่อีสานอย่างไร เพราะการจะเป็นรัฐบาลจะต้องได้เสียงข้างมาก ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มี ส.ส อีสานน้อยมาก โดยนายอภิสิทธิ์ ยืนยัน พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่พรรคของคนใต้ แต่เป็นพรรคการเมืองของคนทุกภาคและสมัยที่เป็นรัฐบาล ก็มีนโยบายที่คนอีสานได้ประโยชน์แต่ที่ผ่านมาถูกบิดเบือนขัดขวางในการลงพื้นที่ แต่ขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองสงบแล้ว เชื่อว่าจะทำให้คนอีสานหันมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากขึ้น และหากชนะเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ต้องเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะจะต้องเป็นทางหลักให้ประเทศ ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากได้เป็นรัฐบาล จะต้องได้รับฉันทามติจากทุกพรรคการเมือง เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีบางประเด็นก็เป็นเรื่องที่ดี และเป็นประโยชน์กับประชาชน ขออย่านำมาซึ่งความขัดแย้ง

ด้านนายแพทย์วรงค์ ระบุ จะต้องทำให้พรรคมีนโยบายที่สัมผัสจับต้องได้ ไม่เป็นนามธรรม และจะบริหารจัดการการทำงานภายในพรรคต้องเป็นทีมเวิร์ค ไม่ใช่เป็นผู้นำเดี่ยว กระจายอํานาจให้สาขาพรรคดูแลประชาชนในภาคอีสานและมีส่วนร่วมต้องไม่เป็นคู่ขัดแย้ง ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญ จำเป็นจะต้องแก้ที่เป็นอุปสรรคกับประชาชน ด้านนายอลงกรณ์บอกว่า ต้องยึดหลักให้ความจริงใจและเป็นพรรคของคนทุกภาค โดยหากได้เป็นหัวหน้าพรรค

สำหรับไฮไลท์การดีเบต ชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คือ คำถามที่ 9 ซึ่งมีประชาชนถามมากว่า 1,000 คนว่า หากแพ้เลือกหัวหน้าพรรค จะลาออกหรือไม่ และผู้ที่ได้รับชัยชนะ จะสร้างความสามัคคีภายในพรรคได้อย่างไร โดยนานอภิสิทธิ์ ยืนยันว่า รู้หน้าที่และเป้าหมาย ซึ่งหากได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคต่อ ก็พร้อมสร้างองค์กรไปสูเป้าหมายชนะการเลือกตั้ง แต่หากนำองค์กรล้มเหลว ก็พร้อมรับผิดชอบ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่ารับผิดชอบในรูปแบบใด เพราะตนเองไม่ยุดติดตำแหน่ง

ขณะที่นายแพทย์วรงค์ ยืนยัน ไม่ลาออก เพราะประชาธิปัตย์ เปรียบเสมือนบ้าน ก็จะต้องช่วยเพื่อน ทำให้บ้านแข็งแรง แต่หากชนะ ก็จะชวนนายอภิสิทธิ์ และนายอลงกรณ์ มาช่วยงาน เพราะบอกมาตลอดว่า ตนเองไม่ได้เก่งทุกเรื่อง

ด้านนายอลงกรณ์ ยืนยันชัดเจน จะต้องสร้างเอกภาพภายในพรรคและพูดติดตลกว่า อย่าถามเรื่องลาออก เพราะกว่าจะกลับมาเข้าพรรคได้ ต้องเจอวิบากกรรม ซึ่งคำพูดของนายอลงกรณ์ สร้างเสียงหัวเราะได้

ข่าวเช้าวันหยุด

แม้จะเป็นวันเสาร์อาทิตย์ แต่ข่าวไม่เคยมีวันหยุด เพื่อให้เช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ของทุกคนเป็นเช้าวันสบายๆ ที่ไม่ตกข่าว ออกอากาศทางช่อง 3 และ HD ช่อง 33 เวลา 06.55 – 7.25 น.