แชร์โพสนี้

พล.อ.อ.ชวรัตน์ มารุ่งเรือง รองเสนาธิการทหารกองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหาร (นตท.) ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย ได้แถลงถึงผลการสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว

โดยระบุว่า คณะกรรมการสอบสวนได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด และเชิญผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งสิ้น 42 คนจาก 4 กลุ่ม มาให้ปากคำด้วยตนเอง ประกอบด้วย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่สาม 22 คน นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่หนึ่ง 9 คน แพทย์จากกองแพทย์โรงเรียนเตรียมทหาร 3 คน แพทย์โรงพยาบาลโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า 1 คน แพทย์จากศูนย์การแพทย์พระมงกุฎเกล้า 1 คน นายทหารปกครอง 4 คน อาจารย์ประจำชั้น 1 คน ครูพลศึกษา 2 คน ผู้ช่วยนายทหารยกกระบัตร 1 คน พลขับรถพยาบาล 2 คน เวรประจำวันกองแพทย์ 3 คน พนักงานบริการและเจ้าหน้าที่โรงเรียน 2 คน ซึ่งคณะกรรมการได้สอบข้อเท็จจริงด้วยความละเอียดรอบคอบ และเปิดให้โอกาสให้ผู้ให้ปากคำได้ให้ปากคำด้วยความสมัครใจ เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ

พบว่า ในวันที่นตท.ภคพงศ์เสียชีวิต คือวันที่ 17 ตุลาคมนั้น นตท.ภคพงศ์พักรักษาตัวที่กองแพทย์ และมีเพื่อนนักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 พักฟื้นในห้องร่วมกับ นตท.ภคพงศ์อีก 7 คน ในตอนเช้าเวลาประมาณ 9.15 น. นตท.ภคพงศ์ได้เดินออกจากกองแพทย์ไปพร้อมกับเพื่อนนักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ที่ป่วยอยู่ที่กองแพทย์ด้วยกัน เพื่อกลับไปเอาของใช้ส่วนตัวที่อาคารกองพันที่ 2 โดยเดินทางไปเพียง 2 คน จากภาพวงจรปิดที่กองพัน พบว่านตท.ภคพงศ์แต่งกายชุดฝึก มือถือตะกร้าผ้า ซึ่งในวันดังกล่าวเป็นวันฝึกวิชาทหารของนตท.ชั้นปีที่ 1 ในขากลับกองแพทย์ นตท.ภคพงศ์กลับมาคนเดียว เพราะเพื่อนนตท.ที่ไปด้วยกันคิดว่านตท.ภคพงศ์กลับไปแล้ว เขาจึงเดินทางกลับเพียงลำพัง

ต่อมาเวลา 10.23 น. มีนตท.เดินออกจากกองแพทย์หลังรับการตรวจรักษาเสร็จแล้ว พบเห็นว่านตท.ภคพงศ์กำลังวิ่งช้าๆ สวนทางกลับมาทางกองแพทย์ แล้วเกิดอาการเป็นลมล้มลง มีลักษณะอาการคล้ายไฮเปอร์เวนติเลชั่น ซึ่งนตท.ชั้นปีที่ 1 ที่พบเห็นอาการของนตท.ภคพงศ์ก็ทราบดีเพราะตนเองก็เคยเป็นอาการดังกล่าวมาก่อน นตท.คนนี้จึงรีบไปตามเจ้าหน้าที่จากกองแพทย์มาพานตท.ภคพงศ์กลับไปรับการรักษาพยาบาลที่กองแพทย์จนอาการกลับมาเป็นปกติ และรักษาตัวที่กองแพทย์ต่อ

เวลาเที่ยง จากการสอบถามเพื่อน นตท. ที่ป่วยด้วยกัน พบว่านตท.ภคพงศ์ ไปรับประทานอาหารที่ห้องอาหารกองแพทย์ตามปกติ จากนั้นเวลาประมาณ 12.40 น. ผู้บังคับกองพันที่ 2 ขึ้นมาเยี่ยมเพื่อสอบถามอาการ และได้ติดต่อโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของผู้บังคับกองพัน ให้นตท.ภคพงศ์ได้พูดคุยกับคุณแม่ และในเวลาประมาณ 15.13 น. นตท.ภคพงศ์ได้ใช้โทรศัพท์สาธารณะติดต่อกับผู้ปกครอง ภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่าเมื่อโทรศัพท์เสร็จขณะเดินกลับที่พัก การเดินของ นตท.ภคพงศ์มีการใช้มือขวากุมที่อกด้านซ้าย จากนั้นก็เดินกลับห้องเพื่อไปพักฟื้นร่วมกับเพื่อนที่ป่วย

ในกรณีนี้คณะกรรมการสอบสวนมีข้อสังเกตว่าในช่วงบ่ายวันนั้น นตท.ภคพงศ์มีลักษณะการเดินที่มือขวากุมที่อกด้านซ้ายอยู่บ่อยครั้ง

นตท.ภคพงศ์ได้มีการพูดคุยปรับทุกข์กับเพื่อนสนิทอีก 2 คน ซึ่งได้ให้การว่า นตท.ภคพงศ์ มีอาการเครียดสูง เวลา 15.39 น. ได้มีจ.ส.อ.วัชรินทร์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กองแพทย์ที่มีความคุ้นเคยกับนตท.ภคพงศ์และผู้ปกครอง ได้เข้ามาในห้องพักฟื้นเพื่อนำโทรศัพท์มือถือมาให้ นตท.ภคพงศ์ ได้ใช้โทรศัพท์ติดต่อกลับหาคุณพ่อ เนื่องจากคุณพ่อโทรหา และไหว้วานให้นำโทรศัพท์มาให้ นตท.ภคพงศ์ แต่ก่อนที่ นตท.ภคพงศ์จะได้รับโทรศัพท์จาก จ.ส.อ.วัชรินทร์ นั้น นตท.ภคพงศ์ได้เซและล้มลง มีอาการเกร็งและลักษณะการเกิดไฮเปอร์เวนติเลชั่นที่มีอาการรุนแรง เกร็ง หายใจแรงและถี่ กับมีการพ่นน้ำลายออกมาเป็นระยะต่อหน้าเพื่อนร่วมห้องจำนวน 4 คน จ.ส.อ.วัชรินทร์ ก็เห็นเหตุการณ์ด้วย เมื่อเห็นดังนั้น จ.ส.อ.วัชรินทร์ก็ได้ตามแพทย์มาให้การรักษา แพทย์เห็นว่าอาการไม่ดีขึ้น จึงสั่งให้นำส่ง รพ.โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

เวลา 16.24 น. รถพยาบาลของกองแพทย์ นำ นตท.ภคพงศ์มาส่งที่รพ.โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เมื่อเข้ารับการรักษา แพทย์ได้ทำการรักษาด้วยการทำ CPR แต่อาการไม่ดีขึ้น ระหว่างการทำ CPR ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองแพทย์ได้โทรศัพท์แจ้งผู้ปกครองของ นตท.ภคพงศ์ให้ทราบ ซึ่งผู้ปกครองขอให้ช่วยทำ CPR ไปเรื่อยๆ จนกว่าครอบครัวจะมาถึง เจ้าหน้าที่ รพ.โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าจึงทำ CPR ไปเรื่อยๆ ตามที่ผู้ปกครองร้องขอ จนกระทั่งผู้ปกครองเดินทางมาถึงเมื่อเวลา 19.39 น. ขณะนั้นมีการทำ CPR รวมเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ใช้เจ้าหน้าที่หมุนเวียนถึง 20 คน

ต่อมาเวลา 20.20 น. แพทย์ได้ยุติการทำ CPR และลงความเห็นว่า นตท.ภคพงศ์เสียชีวิต เมื่อ นตท.ภคพงศ์เสียชีวิตแล้วจึงดำเนินการตามกฎหมาย มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ปกครองได้ให้ความเห็นชอบในการชันสูตร โดยมอบให้เจ้าหน้าที่โรงเรียนเตรียมทหารนำศพส่งสถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า ศพถึงสถาบันพยาธิวิทยาเมื่อเวลาประมาณ 1.00 น. ของวันที่ 18 ตุลาคม จากนั้นเป็นการดำเนินการทางการแพทย์ในการชันสูตรหาสาเหตุของการเสียชีวิตที่แท้จริง

จากการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าว ผลการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องและภาพจากกล้องวงจรปิด ไม่ปรากฎว่าตลอดทั้งวันที่ 17 มีผู้ใดสั่งลงโทษหรือทำร้ายร่างกาย นตท.ภคพงศ์จนเสียชีวิต โดยที่พยานให้การสอดคล้องกันว่าตลอดทั้งวัน เว้นช่วงที่เป็นลมบริเวณทางขึ้นกองแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงบ่ายวันที่ 17 ตุลาคม นตท.ภคพงศ์สามารถพูดและเดินได้ตามปกติทุกอย่างเว้นแต่มีอาการเครียดสูง ภายหลังโทรศัพท์พูดคุยกับผู้ปกครอง และได้หมดสติไปเองต่อหน้าพยาน ซึ่งล้วนเป็นเพื่อนนักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 รุ่นเดียวกัน จึงเชื่อได้ว่าในวันที่ 17 ตุลาคมตลอดทั้งวัน ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดลงโทษหรือทำร้าย นตท.ภคพงศ์จนเป็นเหตุให้เสียชีวิต

ส่วนการปรากฎรอยฟกช้ำตามร่างกาย จากการสอบผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการเกิดรอยฟกช้ำ ได้ความว่า ในวันที่ 10 ตุลาคม เวลา 15.51 น. นตท.ภคพงศ์เสร็จจากการเรียนพลศึกษาที่ชั้น 2 อาคารกองพลศึกษา ภาพจากกล้องวงจรปิดที่กองพลศึกษาพบว่า นตท.ภคพงศ์วิ่งผ่านลงไปบันไดเพียงลำพังเพื่อกลับไปที่กองพัน แต่ได้ลื่นเสียหลักลงไปทางชั้น 2 ตกมายังชานพักบันได ซึ่งมีบันไดจำนวน 8 ขั้น ความสูงประมาณ 1.5 เมตร เพื่อนนตท.ชั้นปีที่ 1 ที่ตามมาได้ยินเสียงจึงเข้าช่วยเหลือ ขณะเดียวกันได้มีครูพละสองท่านที่อยู่ด้านล่างได้เดินขึ้นมาดู และพบว่า นตท.ภคพงศ์ นอนตะแคงซ้ายเอามือกุมหน้าอก เพื่อนและครูพละจึงร่วมให้การช่วยเหลือโดยการตรวจการบาดเจ็บบริเวณศีรษะและลำตัว กับได้สอบถามอาการนตท.ภคพงศ์ ซึ่งได้รับคำตอบว่ามีอาการจุกบริเวณหน้าอก ครูพละและเพื่อนนักเรียนจึงใช้รถส่วนตัวของครูพละพาส่งที่กองแพทย์เพื่อตรวจรับการรักษาจากแพทย์ แพทย์ตรวจรักษาภายนอกไม่พบบาดแผล และได้นำส่ง ร.พ.โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เพื่อตรวจหาอาการบาดเจ็บโดยละเอียดอีกครั้งหนึ่ง ผลการตรวจสอบไม่พบบาดแผล ทำการเอกซ์เรย์ไม่พบว่ามีการบาดเจ็บภายใน จึงจัดให้มาพักที่กองแพทย์

และในวันที่ 12 ตุลาคม นตท.ภคพงศ์ออกจากโรงเรียนเตรียมทหารกลับมาพักที่บ้าน และได้ทราบจากสื่อว่าผู้ปกครองก็นำนตท.ภคพงศ์ไปตรวจร่างกายซ้ำที่รพ.เอกชน ผลการตรวจไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ และได้กลับเข้าโรงเรียนเตรียมทหารในเย็นวันที่ 15 ตุลาคม ในเหตุการณ์นี้ข้อมูลที่ได้จากผู้เกี่ยวข้องและกล้องวงจรปิดพบว่า นตท.ภคพงศ์เสียหลักตกบันไดด้วยตนเอง สาเหตุอาจเพราะเร่งรีบลงบันไดเพื่อกลับกองพัน ทำให้มีอาการบาดเจ็บ แพทย์ตรวจไม่พบบาดแผลบริเวณร่างกายหรือศีรษะ มีการตรวจเอกซ์เรย์ทั้งที่ ร.พ.โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าและรพ.เอกชนโดยผู้ปกครอง

ผลการตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติ จากพยานและหลักฐานที่คณะกรรมการได้จากทั้งสองเหตุการณ์ โดยเฉพาะจากคำให้การจากเพื่่อนที่อยู่ในเหตุการณ์และภาพวงจรปิด คณะกรรมการจึงสรุปได้ว่าการเสียชีวิตของนตท.ภคพงศ์ ไม่มีผู้ใดสั่งลงโทษหรือทำร้าย อันอาจจะเป็นเหตุให้นตท.ภคพงศ์เสียชีวิต และจากการตรวจของสถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้าสรุปในภาพรวมได้ว่า ไม่พบร่องรอยการฟกช้ำภายนอก

ส่วนกรณีชายโครงด้านขวาซี่ที่ 4 หักนั้น แพทย์ก็ไม่ตัดประเด็นการทำ CPR ที่ต้องใช้แรงกดกึ่งกระแทกนานถึง 4 ชั่วโมง ประกอบกับพบว่าเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจบางส่วนมีขนาดผิดปกติ ซึ่งไม่ค่อยตรวจพบบ่อยนักในคนอายุประมาณ 18 ปี แพทย์ได้สรุปการเสียชีวิตของ นตท.ภคพงศ์ ว่าเกิดจากหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน

จากนั้น ผู้สื่อข่าวได้ถามว่าอาการไฮเปอร์เวนติเลชั่นมีอาการอย่างไร พล.อ.อ.ชวรัตน์ระบุว่า เป็นอาการที่พบบ่อยในนักเรียนเตรียมทหารในช่วงหลังๆ มีอาการเกร็ง ชา หายใจถี่ หายใจเร็วมากจนกระทั่งออกซิเจนในเลือดมีเพิ่มมากขึ้น ทำให้หมดสติสูญเสียความรู้สึก ขณะนี้ทางกองแพทย์พยายามให้ความรู้แก่นักเรียนเตรียมทหาร ว่าหากเจออาการลักษณะดังกล่าว เช่น สูญเสียความรู้สึก หรือมีอาการมือจีบ ก็จะพยายามหาถุงมาครอบปาก เพื่อลดการนำเข้าออกซิเจนที่อยู่ในกระแสเลือดและทำให้ระดับคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น สาเหตุหลักมาจากความเครียด

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า นตท.ภคพงศ์ เป็นโรคหัวใจมาก่อนหรือไม่ พล.อ.อ.ชวรัตน์ตอบว่าไม่ทราบ แต่เข้าใจว่าหากพบตั้งแต่ตอนแรกก็คงไม่สามารถเข้ามาเป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหารได้ แต่หากพบระหว่างศึกษาก็คงต้องพ้นสภาพนักเรียนไป แต่บางครั้งอาการของโรคนี้ก็ไม่ปรากฎเช่นกัน

และเมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า การทำลายสิ่งของหลังนตท.ภคพงศ์ พูดคุยกับผู้ปกครอง เช่นเตะเตียง ผลักโต๊ะ เกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจมากไปหรือไม่

พล.อ.อ.ชวรัตน์ ตอบว่าไม่ทราบหัวข้อการสนทนาระหว่างนตท.ภคพงศ์กับผู้ปกครองและไม่ได้ก้าวล่วง แต่ทราบจากเพื่อนสนิทของนตท.ภคพงศ์ว่าหลังการพูดคุยกับผู้ปกครอง นตท.ภคพงศ์มีอาการเครียด ทั้งนี้ยืนยันว่าหลักสูตรของโรงเรียนเตรียมทหารเป็นไปตามมาตรฐานของโรงเรียนทหารทั่วไป เพียงแต่ก็ต้องมีการปรับปรุงเป็นระยะ ซึ่งก็อาจจะต้องปรับปรุงเรื่องการตรวจร่างกายและการคัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร อาจจะต้องตรวจคัดกรองด้วยมาตรฐานที่สูงขึ้น และการตรวจรักษาเมื่อเข้าไปเป็นนักเรียนเตรียมทหารแล้วอาจจะต้องเข้มงวดมากขึ้น ส่วนประวัติการรักษาก่อนที่จะเข้ามาเป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหารนั้นคงไม่ได้สอบสวนไปถึงเพราะเป็นข้อมูลส่วนตัวและหากผ่านการคัดเลือกมาได้ก็ถือเป็นผู้มีสุขภาพพร้อมกับการเป็นนักเรียนเตรียมทหาร

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จากไดอารี่ส่วนตัวของนตท.ภคพงศ์มีการบันทึกการถูกซ่อม จึงอยากให้ขยายความว่าการซ่อมช่วง 2 วันก่อนเสียชีวิตมีผลต่อการเสียชีวิตหรือไม่

พล.อ.อ.ชวรัตน์ ตอบว่าเป็นกรณีนักเรียนเดินแถวไปทานอาหารเช้าไม่เรียบร้อยในเวลาประมาณ 07.00 น. นักเรียนทั้งหมดจึงถูกสั่งให้วิ่งรอบโรงอาหารระยะทางราว 600 เมตร และมีการตัดท้ายแถวเพื่อคัดคนที่วิ่งช้า คือนตท.ภคพงศ์และเพื่อนอีก 1 คน จึงถูกสั่งให้กระโดดกบไปประมาณ 20 เมตร เมื่อสั่งเลิกการกระโดดกบปรากฎว่าเพื่อนอีกรายหนึ่งได้แสดงความขอบคุณ แต่ นตท.ภคพงศ์แสดงอาการไม่พอใจ ไม่ขอบคุณนักเรียนบังคับบัญชา ซึ่งเป็นประเพณีปฏิบัติของนตท.ทุกครั้งเมื่อนักเรียนบังคับบัญชาอนุญาตให้ทำสิ่งใด นักเรียนบังคับบัญชาจึงนำนตท.ภคพงศ์ไปพุ่งพลัง 1-2 นาที ระหว่างนั้นนักเรียนบังคับบัญชาก็จัดโต๊ะอาหารไปด้วย หลังจากพุ่งหลังได้ไม่ถึง 2 นาที นตท.ภคพงศ์ก็มีอาการฟุบลงไป และหายใจเร็ว ถี่ มีลักษณะมือจีบ หรืออาการไฮเปอร์เวนติเลชั่นอีก จึงมีการไปตามนายตำรวจปกครองและนายทหารยกกระบัตรที่อยู่บริเวณนั้นมาช่วยดูอาการ นายทหารยกกระบัตรจึงสั่งเจ้าหน้าที่โรงอาหารได้โทรตามรถพยาบาลมารับตัว นตท.ภคพงศ์ไปส่ง ซึ่งท่าพุ่งหลังเป็นท่าที่อนุญาตให้ใช้ และเวลาที่พุ่งหลัง 1-2 นาที ไม่น่าอยู่ในข่ายที่เกินกำลัง ส่วนการจำกัดพื้นที่การเดินของนักเรียนแต่ละชั้นปี เป็นการสอนให้รู้จักสิทธิและความรับผิดชอบของตนเอง และมีทุกที่

ส่วนคำถามที่ว่าทำไมไม่เชิญผู้ปกครอง นตท.ภคพงศ์มาฟังผลการสอบสวนพร้อมกับสื่อมวลชน

พล.อ.อ.ชวรัตน์ ระบุว่าเนื่องจากคณะกรรมการสอบสวนไม่ใช่คู่ขัดแย้ง จึงไม่ต้องการให้เกิดการตอบโต้กันในข้อมูลและข้อซักถามไปมา แต่ข้อมูลเหล่านี้ก็จะแจ้งให้ผู้ปกครองทราบพร้อมแสดงหลักฐานเช่นกัน

ส่วนกรณีที่ผู้ปกครองเชื่อจากผลของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ว่านตท.ภคพงศ์ถูกทำร้ายและเล่าผ่านสื่อนั้น

พล.อ.อ.ชวรัตน์ ระบุว่านั่นก็เป็นเล่าผ่านสื่อ เป็นเพียงคำพูดผ่านออกมา ซึ่งก็รับฟัง แต่ตรงนี้ยังไม่มีเอกสารโดยตรง เพราะสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ระบุว่าญาติขอสงวนสิทธิ์ไม่เปิดเผยผลการชันสูตร

ส่วนกรณีวันที่ 15 ตุลาคม ที่มีการระบุว่านตท.ภคพงศ์ถูกซ่อมเดี่ยวโดยเข้าห้องทำกิจกรรมซาวน่านั้น

พล.อ.อ.ชวรัตน์ ระบุว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่นักเรียนกลับเข้ามาในโรงเรียนเป็นวันแรก ซึ่งนักเรียนบังคับบัญชาปรึกษากันว่านักเรียนกองร้อยนี้ยังวินัยไม่ดี จึงตกลงว่าจะปลุกมาธำรงวินัยหลังเที่ยงคืน ซึ่งห้องซาวน่าที่ว่าคือห้องพักขนาด 8×8 เมตร เอานักเรียนไปออกกำลังอยู่ในห้องนั้น ซึ่งความร้อนจากตัวจะออกมาแล้วอยู่ในห้องนั้น ทำให้ห้องดังกล่าวมีความอบอ้าวมากกว่าภายนอก ซึ่งมีนตท.ภคพงศ์และเพื่อนอีก 2 คนแจ้งว่าป่วย จึงถูกแยกออกมาทำท่าวิดพื้นท่าเตรียม คือยันแขนไว้กับพื้น ระหว่างที่เพื่อนยังถูกธำรงวินัยต่อไป ดังนั้นจากท่าที่ใช้จึงไม่น่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการต่อเนื่อง และระยะเวลาที่ใช้คือไม่เกินชั่วโมงเศษๆ

ส่วนเรื่องการธำรงวินัยนั้น ยืนยันว่าตัวระบบยังดีอยู่ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากตัวบุคคล ซึ่งเรื่องห้องซาวน่าวันที่ 15 ตุลาคมก็ถือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบ ซึ่งทางกองพันได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีการตัดคะแนนความประพฤตินักเรียนบังคับบัญชาทั้ง 4 คนและปลดออกจากความเป็นนักเรียนบังคับบัญชา ซึ่งถือเป็นการเสื่อมเกียรติและเป็นการลงโทษที่ค่อนข้างรุนแรง ซึ่งมีการบ่งบอกชัดเจนว่าท่าใดที่ถูกต้องตามหลักการธำรงวินัย ส่วนท่าปักหัวเป็นท่าที่ถูกห้ามมาหลายปี แต่ก็ยังมีการแอบอ้าง แอบทำกันอยู่

ส่วนการกำกับดูแลโดยครูนั้น พล.อ.อ.ชวรัตน์ระบุว่า ต่อไปจะมีการส่งนายทหารปกครองจากเหล่าทัพต่างๆ เข้ามาดูแลการธำรงวินัยอย่างใกล้ชิด การกำกับดูแลโดยนายทหารปกครองเป็นสิ่งที่เราคาดหวัง และต้องมีคุณภาพ ต่อไปโรงเรียนเตรียมทหารจะต้องฝึกเพิ่มเติมนายทหารปกครองก่อนจะส่งออกไปปกครองนักเรียนตามกองทัพ ซึ่งได้มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนกรณี นตท.ภคพงศ์แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า หากผลการตรวจสอบของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ขัดแย้งกับของคณะกรรมการของกองทัพ ต้องมีการตรวจสอบใหม่หรือไม่ พล.อ.อ.ชวรัตน์ระบุว่า ต้องดูว่าการขัดแย้งนั้นเป็นการขัดในเชิงนิติวิทยาศาสตร์หรือไม่ ถ้าเป็นการขัดแย้งจริงระหว่างสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้าก็เป็นเรื่องทางการแพทย์ ซึ่งทางกองทัพคงไม่ได้ยุ่งเกี่ยว เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนต้องเข้าไปดู

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า ทางครอบครัวตอบรับการมาฟังผลการสอบสวนหรือยัง พล.อ.อ.ชวรัตน์ตอบว่า ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าครอบครัวน้องเมยจะตอบรับการมาฟังผลในวันที่ 18 พ.ย.หรือไม่ ถ้ามาก็จะอธิบายแบบเดียวกันนี้ ผบ.ทสส.สั่งให้กรมกิจการพลเรือนทหารได้ประสานครอบครัวแล้ว หากญาติยังไม่เชื่อผลการสอบสวนของคณะกรรมการ เมื่อไม่เชื่อก็ต้องพิสูจน์ ความเชื่อห้ามกันไม่ได้ แต่ไม่ใช่หน้าที่ของกองบัญชาการกองทัพไทย เป็นหน้าที่ทางการแพทย์ ซึ่งกองทัพจะไม่ก้าวล่วง

ข่าวเช้าวันหยุด

แม้จะเป็นวันเสาร์อาทิตย์ แต่ข่าวไม่เคยมีวันหยุด เพื่อให้เช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ของทุกคนเป็นเช้าวันสบายๆ ที่ไม่ตกข่าว ออกอากาศทางช่อง 3 และ HD ช่อง 33 เวลา 06.55 – 7.25 น.