เจษฎา จิตสวัสดิ์ อดีตกองหลังทีมชาติไทยชุดเหรียญทองซีเกมส์ 2 สมัยและเป็นหนึ่งในชุดที่คว้าอันดับที่ 4 เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 14 ที่ประเทศเกาหลีใต้ ก่อนหน้านี้เจ้าตัวได้ทำหน้าที่โค้ช แอนด์ เพลเยอร์กับทีมพัทยา ยูไนเต็ด เมื่อฤดูกาล 2016 ที่ผ่านมา และปัจจุบัน เจษฎา จิตสวัสดิ์ได้มีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่ผู้ช่วยโค้ชให้กับทีมโปลิศเทโร เอฟซีในฤดูกาล 2017 ซึ่งเจ้าตัวมีโอกาสได้มาพูดคุยกับทางรายการกับโอกาสครั้งสำคัญในบทบาทใหม่หลังจากแขวนสตั๊ด

อดีตปราการหลังทีมชาติไทย เผยว่า ส่วนตัวไม่เคยคิดที่จะมารับตำแหน่งโค้ชหรือผู้ช่วยเลย เนื่องจากตลอดชีวิตการค้าแข้งตนได้เล่นฟุตบอลมาด้วยความสนุกตลอดและมีความฝันที่จะติดทีมชาติไทยเพียงเท่านั้น แต่พอเวลาผ่านไป เมื่อมีอายุบวกกับประสบการณ์ที่สะสมเพิ่มมากขึ้น และด้วยบุคลิกของตนที่หลายคนมองว่ามีความเป็นผู้นำ ทำให้ทางผู้ใหญ่ของสโมสรมองเห็นศักยภาพว่าพอที่จะนำประสบการณ์ในการค้าแข้งมาสอนนักฟุตบอลรุ่นน้องในฐานะสต๊าฟโค้ชได้

กัปตันเจษ เผยว่า การทำงานช่วงแรกค่อนข้างที่จะยาก เนื่องจากทุกอย่างเป็นสิ่งที่ใหม่สำหรับเราหมด แต่ตนก็ได้รับการสนับสนุนจากทีมงาน ผู้บริหารสโมสรที่คอยให้คำปรึกษาแนะนำ และเมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างก็เริ่มลงตัว และเริ่มที่จะสนุกกับงานโค้ช ขณะที่เรื่องการสื่อสารและพูดคุยกับนักฟุตบอลนั้นตนมองว่าเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เนื่องจากส่วนใหญ่จะใช้เวลาคลุกคลีกับนักฟุตบอลในทีมอยู่แล้ว เราสามารถนำความรู้ที่มีอยู่โดยเฉพาะในส่วนของเกมรับ ด้วยเหตุที่ว่าเราเคยเป็นกองหลังมาก่อน ก็จะนำสถานการณ์ตลอดระยะเวลาค้าแข้งที่เราเคยเจอมาถ่ายทอดให้น้องๆ ส่วนเรื่องเกมรุกก็มีการศึกษาเพิ่มเติมว่า ทำอย่างไรถึงจะสามารถให้ทีมเล่นเกมรุกให้ได้ผลและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

นอกจากนี้การร่วมงานกับโค้ช 2 คนในฤดูกาลเดียว ทำให้ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ในการทำงานด้านนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งความแตกต่างระหว่างโค้ชคนไทย กับ โค้ชต่างชาตินั้น โดยโค้ชคนไทยเราจะได้การสื่อสารพูดคุยกับนักฟุตบอล เรื่องแท็กติกวิธีการต่างๆ จะสามารถสอนน้องๆ นักฟุตบอลได้เข้าใจง่ายกว่า แต่ในส่วนโค้ชต่างชาติบางครั้ง เขายังไม่รู้ว่านักเตะของตัวเองเป็นเป็นอย่างไร ต้องการอะไร และอาจจะทำให้มีปัญหาเรื่องของการรีดศักยภาพให้ออกมาให้ดีที่สุด ซึ่งตนในฐานะสต๊าฟโค้ชจะคอยทำหน้าที่ป้อนข้อมูลของนักฟุตบอลในทีมให้กับโค้ชได้ทราบ

สำหรับในฤดูกาล 2018 นี้ ถือเป็นฤดูกาลที่มีความท้าทาย เนื่องจากปีนี้ทีมตกชั้นจะมีถึง 5 ทีม เนื่องจากทางไทยลีกจะลดทีมจาก 18 ทีม ให้เหลือ 16 ทีมในฤดูกาล 2019 แน่นอนว่าต้องมีการทำงานให้หนักขึ้นภายในทีม เพื่อที่จะอยู่ในลีกสูงสุดต่อไป รวมถึงการเสริมนักเตะผู้เล่นใหม่เข้ามาซึ่งตอนนี้ภายในทีมก็เริ่มมีการขยับบ้างแล้ว สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือการปรับจูน ปรุงแต่งทีมให้มีความพร้อม และให้นักเตะทั้งเก่าและใหม่มีความเข้าขารู้ใจให้มากที่สุด ก่อนที่ฤดูกาลจะเปิดฉากขึ้นในอีก 2 เดือนข้างหน้านี้

Comments

comments